ศูนย์รวมบทความคาวบอย อินเดียนแดง เม็กซิกัน

การแต่งกายแบบ ตะวันตก

บทความนี้ แปลมาจาก WIKI PEDIA - Western wear
หาก มีการผิดพลาด ในการตีความ ศัพท์ หรือ เนื้อหาในส่วนใด เชิญเพื่อนๆ ส่งคำแก้ได้ที่ email ครับ

ผมค้นหาบทความเหล่านี้ มาแปล เพื่อให้ความรู้ในการแต่งการแบบตะวันตก หรือ คาวบอยให้ได้มีเนื้อหาเป็นภาษาไทย ไม่มีเจตนาอื่นใดทั้งสิ้น ไม่ได้ผลประโยชน์จากใคร ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่กิจการที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจจะมีสินค้ายี่ห้อที่กล่าวถึงอยู่
ไม่ได้ต้องการเป็น กูรู หรือ อาจารย์ใดๆ โดยเป็นเนื้อที่ทุกท่านสามารถโหลด หรือเปิดดูได้จากเวปไซต์ WIKI PEDIA

การแต่งกายแบบตะวันตก เป็นสไตล์ของการแต่งกายสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ที่ได้มาจากแบบเฉพาะของชุดที่สวมใส่กันในยุคสมัย 1800-1900 ของชนอเมริกันตะวันตกซึ่งมีรูปแบบตั้งแต่ ตรงตามต้นแบบสมัยอดีต ของนักบุกเบิก พรานล่าสัตว์ ชนในหุบเขา(mountain man) ชาวไร่-ฟาร์ม , ยุคสงครามกลางเมือง(Civil War), คาวบอย, เม็กซิกัน ใช้วัสดุที่หาได้ในยุคนั้นเป็นหลัก ทั้งหนังสัตว์ ผ้า Vaquero หรือ Charro ของเม็กซิกัน จนกระทั่ง ผ้าทอในอุตสาหกรรมทอผ้าที่เริ่มเกิดขึ้น ความนิยมแพร่หลายโดยอิทธิพลจากนักดนตรี ในยุคนั้น อาทิ Gene Autry และ Roy Rogers ในปี 1940 และ 50

ความละเอียดปราณีตเกิดจากช่างตัดชุดโรดีโอ อาทิ Nudie Cohn ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือการตัดเย็บที่ซับซ้อน และเป็นรูปแบบ ไรน์สโตน
(หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Nudie suit – wiki pedia.) รูปแบบนี้ เป็นที่นิยมในกลุ่มศิลปินเพลงคันทรี่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ ไรน์สโตน คาวบอย.




Gene Autry ในชุดแต่งกายแบบบตะวันตกทั่วไปของนักร้องคาวบอยในยุค โปรดสังเกตรูปแบบของเสื้อ ผ้าพันคอ และหมวก




ชาร์โร – ชุดแบบเม็กซิกัน
รูปแบบของชุดเม็กซิกันทั่วไป มีสีสันฉูดฉาด แบบ charreadas (รูปแบบของโรดีโอ)



เจ้าหน้าที่ NWMP - North West Mountain Police (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น RCMP - Royal Canadian Mounted Police), ยูคอน, ค.ศ.1900, แต่งเครื่องแบบสีเลือดหมู ที่รู้จักกันดี และสวมหมวกปีกตรงของ สเตทสัน



คำในหมวดหมู่ การแต่งกายแบบตะวันตก
- Bandanna



- Bola tie


- Buckskins


Fringe Jacket


- Buckles


- Chaps


- Coonskin cap


- Cowboy boot


- Duster (clothing)


- Jeans


- Poncho


- Prairie skirt


- Spurs


- Stampede string


- Western shirt


เครื่องแต่งกาย
ส่วนใหญ่ ชุดคาวบอยในแนวการแต่งกายแบบตะวันตก จะเปลี่ยนแปลงตามรูปแบบของ งานที่ทำ เช่น เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ, ชาวไร่-ฟาร์ม, ชาวเขา, พรานล่าสัตว์, โจร และอีกหลายแบบที่ดัดแปลงมาจากการแต่งกายแบบคนเม็กซิกัน

การเลือกสไตล์ ในปัจจุบัน ต้องพิจารณาว่าแต่งแล้วเป็นแบบไหน ถ้าใส่เสื้อมีชายห้อย ก็เป็น mountain man ใส่ chaps ก็เป็น horse rider – rodeo หรือ ชาวไร่ คนงานในไร่มักจะใส่เอี๊ยม โดยมีองค์ประกอบของ หมวก และ บูท อีก

หมวกคาวบอย – หมวกปีกกว้าง เพื่อป้องกันศรีษะจาก พุ่มไม้ แสงแดด และสิ่งแวดล้อม มีหลายแบบ เชื่อกันว่าเริ่มต้นโดย John B. Stetson's เจ้านายแห่งที่ราบ, หมวก sombrero ของเม็กซิกัน และกลุ่มของหมวก Cavalry ของ อเมริกัน

บูทคาวบอย – รองเท้าบูททรงสูง ปลายแหลม ช่วยให้สะดวกในการขึ้นขี่ม้า มีส้นเท้าสูง และช่วยลดการลื่นจาก stirrup(ขาเหยียบสำหรับขี่ม้า) มี หรือไม่มี สเปอร์ (ถ้ามีสเปอร์ มักจะถอดออกได้)

Chaps ใช้ป้องกันขาเวลาอยู่บนหลังม้า ซึ่งช่วยได้มากยามบุกตะลุยผ่านดงพุ่มไม้ หรือในยามลุยงานฟาร์มปศุสัตว์

ยีนส์ และ เอี๊ยม กางเกงที่มีเนื้อผ้าหยาบ หนา ออกแบบเพื่อสวมใส่สบาย และปกป้องขาจากการขึ่ม้า และจากการเสียดสีพุ่มไม้ เหมาะสำหรับผู้ทำงานในฟาร์ม คอกปศุสัตว์

สายคาดหมวก Stampede string
เป็นสายทำจากหนังสัตว์ หรือ หางม้า ทั่วๆ ไปจะล้อมรอบส่วนหัวของหมวกคาวบอย หรือลอดผ่านรูในทั้ง 2 ข้างหมวกเพื่อคาดใต้คางกันลมพัดปลิว หรือขณะที่ขี่ม้า
หมวกหนังแรคคูน Coonskin cap

หมวกหนังแรคคูน ทำจากหนังและขนแรคคูน ต้นแบบ มีทั้งผืนหนังและหัวของแรคคูน หมวกแบบนี้เป็นหมวกแบบคนท้องถิ่นดั้งเดิมของอเมริกัน แต่เมื่อทหารยุโรปเข้ามาอยู่ในเทนเนสซี่และเคนตั๊กกี้ต่างก็ทำแบบของตัวเองและค่อยๆ พํฒนาการใช้เรื่อยมา และใช้สวมใส่เป็นหมวกล่าสัตว์
หมวกหนังแรคคูน เป็นสัญญลักษณ์ของชุมชนอเมริกันชายแดน อย่างเช่น Daniel Boone และ Davy Crockett. Boone ไม่ค่อยได้ใส่หมวกหนังแรคคูนที่เขาไม่ชอบมันเลย แต่เขาชอบใส่หมวกขนสัตว์มากกว่า
ในปี 1820, Noah Ludlow นักแสดงที่ร่วมในเพลงฮิต The Hunters of Kentucky ในการแสดงดนตรีสมัยกลาง เขาสวมหนังสัตว์ รองเท้าหนังสัตว์ เหมือนกับ Daniel Boone แต่เขาก็ไม่เข้าถึงสไตล์ของ Boone , เขาใส่ หมวกหนังแรคคูน. การแสดงของ Ludlow's ฮิตมากและทำให้เกิดความนิยมและภาพลักษณ์ของคนแนวชายแดนที่สวมหมวกหนังแรคคูน

ในศตวรรษที่ 20 สัญญลักษณ์นี้ได้ขยายวงไปอีกเพราะ รายการทีวีของ Disney's ปี 1954 Davy Crockett, นักรบอินเดียน แสดงโดย Fess Parker. ในการแสดง ที่ทำให้ Crockett กลายเป็นที่นิยมที่สุดในประเทศ

(หมายเหตุ: การแปลบางทีก็ไม่อยากเปลี่ยนรูปประโยคนัก แต่ขอให้เป็นที่เข้าใจกันว่า คนภูเขา หรือ นักดักสัตว์ หมายถึง พราน)

The Mountain Men เป็นชื่อของภาพยนต์ ในปี 1980 แสดงนำโดย Charlton Heston. คนภูเขา เป็นนักล่าสัตว์ ดักสัตว์ (พราน) และนักสำรวจ หรือนักผจญภัย ที่ท่องไปทั่วเทือกเขาร๊อคกี้
ประมาณปี 1810 ถึงต้นปี 1840 ส่วนใหญ่เป็นนักล่า บีเวอร์ และยังรวมไปถึงคนบางพวกที่ต้องการพิชิตตะวันตก

คนภูเขาทั่วๆไป บรรยายได้ว่าแต่งตัวด้วยหนังสัตว์ ทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติ สะพายปืน พกมีดแล่เนื้อ
และบ้างก็แต่งตัวด้วยหนังสัตว์และขนสัตว์ ซึ่งเป็นการแจงรายละเอียดที่ไม่ถูกนัก เพื่อให้ถูกต้อง กรุณาดู งานศิลปะของ Alfred Jacob Miller ในขณะที่มีนักล่าอิสระ ก็มีคนภูเขาอีกไม่น้อยที่เป็นลูกจ้างของธุรกิจทำขนสัตว์
ชีวิตของลูกจ้างธุรกิจ ก็เป็นแบบทหาร คนพวกนี้ดูสกปรก ล่าและดักสัตว์กันเป็นทีม และรายงานผลถึงหัวหน้าทีมล่า คนพวกนี้ถูกเรียกว่า boosway เหล่าคนถ่อยแห่ง Bourgeois บางคนก็หยาบคาย แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักมารยาท อย่างไรก็ตาม พวกเขาเป็นคนโรแมนติคที่น่าให้ความนับถือ ที่รู้จักให้เกียรติสุภาพสตรีด้วยรหัสที่รู้กัน กับผู้ที่ช่วยเหลือกลุ่มญาติพี่น้อง และเคยมากกว่าในที่บ้านในป่า
การดำรงชีพของนักดักสัตว์ในตะวันตก ที่บันทึกไว้เริ่มจาก Manuel Lisa ในปี 1807. การเข้ามาอย่างมากมายของนักล่าเหล่านี้ เริ่มโดยคณะของ Ashley's ในปี 1822. ซึ่งเป็นช่วงขาขึ้นนับปีของนักดักสัตว์ที่มาจากเมืองเซนหลุยส์ ที่มีการ ซื้อขายแลกเปลี่ยน ของที่ล่ามาได้กับ หนี้สิน และสิ่งฟุ่มเฟือยต่างๆ

ปี 1824, การนัดพบเริ่มต้น จากการลากอุปกรณ์ขึ้นเขาในฤดูใบไม้ผลิ และนำหนังสัตว์และของที่จะขายกลับลงมาในฤดูใบไม้ร่วง นายพล W. H. Ashley เริ่มระบบนี้ใน Rocky Mountain Fur Company เขาขายกิจการบริษัททำขนสัตว์ให้แก่ Smith, Jackson และ Sublette โดยผันตัวมาเป็นคนขายส่งวัตถุดบแทน ระบบธุรกิจนี้ดำเนินต่อด้วยการมีหุ้นส่วน โดยเฉพาะเมื่อบริษัท American Fur เริ่มเข้ามา

หนังบีเวอร์ เป็นที่ต้องการสำหรับทำหมวก ซึ่งเป็นที่นิยมมากในอังกฤษ ยุคของแฟชั่นที่เปลี่ยนตอนต้นปี 1840 ทำให้ความนิยมบีเวอร์ลดลง เพราะเกิดจาก การขาดตลาดที่นักล่า ล่ากันมากเกินไปจน บีเวอร์มีจำนวนประชากรไม่พอให้ล่า การสร้างทางสาย Oregon และการใช้ถนนซึ่งสร้างความสะดวกสบายให้เหล่าพรานซึ่งผันตัวเองจากนักล่าเป็นนักดักสัตว์ และไม่อยากกลับสู่สังคมเมือง

Hillbilly

(หมายเหตุ เจ้าของเรื่องอธิบายความหมายไว้ยาวมาก ถึงจะตัดทอนออกไปแล้ว ก็ยังทำให้งงๆได้)

Hillbilly เป็นคำเรียกผู้คนที่อาศัยในถิ่นชนบท ห่างไกล อยู่เขตชายเขา โดยเฉพาะพวกที่อาศัยในแถบ Appalachia และก่อน Ozarks การใช้คำ Hillbilly ต่างจาก คำเรียกอื่นที่เรียกผู้คนในที่ห่างไกลของอเมริกา อย่างพวก redneck หรือ cracker อย่างไรก็ตาม คำเรียก Hillbilly เป็นการเรียกที่ออกจะเหยียดหยามซะด้วยซ้ำ


คำเรียก "Hill-Billies" ถูกพบว่าบันทึกไว้ในศตวรรษที่ 17 ใน ไอร์แลนด์ กษัตริย์ คาทอลิค เจมส์ที่ 2 แห่ง Kinsale ใน Ireland เริ่มยกระดับทหารคาทอลิคเพื่อจะทวงบัลลังก์และความเป็นใหญ่คืนจากอังกฤษ กษัตริย์ โปรเตสแตนท์ วิลเลี่ยมที่ 3 Prince of Orange (อ่านไม่ผิดหรอก เจ้าชายแห่งส้ม) นำกำลังตอบโต้ไอร์แลนด์ ซึ่งทำให้ กษัตริย์เจมส์ที่ 2 ปราชัยในสงครามแห่ง Boyne ในปี 1960 ทหารแห่งวิลเลี่ยมที่ 3 ได้ส่วนแบ่งเป็นชาวไร่โปรเตสแตนท์ชาวสก๊อต ที่เคยอยู่อาศัยใน Ulster ใน ไอร์แลนด์เหนือ ชนคาทอลิคชาวไอริชทางใต้ที่ภักดีต่อกษัตริย์ เจมส์ที่ 2 ปฏิบัตต่อทหารของกษัตริย์ วิลเลี่ยมส์ อย่าง "Hill-Billies" และ "Billy Boys"--Billy มาจากการย่อชื่อ William ส่วนคำ "Billy Boy" ยังใช้อยู่ทุกวันนี้ ใน ไอร์แลนด์เหนือ คาทอลิคและโปรเตสแตนท์ ซึ่งเคยทำสงครามกันต่างก็ไม่พูดจาภาษาดอกไม้ต่อกัน

เชื่อกันว่าคำเรียก "hillbilly" ในอเมริกา ใช้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 โดยกองทหารอังกฤษที่ได้ยินมาจากพวกไอริช ในกลุ่มผู้อพยพชาว สก๊อต-ไอริช นิกาย Presbyterian ที่พำนักอยู่ใน เทือกเขา Appalachian ชนไอริชโปรเตสแต๊นท์เหล่านี้ มาสร้างอาณานิคม และนำวัฒนธรรมเดิมติดตัวมาด้วย โดยแสดงออกทางการเล่าเรื่อง ร้องเพลงที่บอกเล่าความเป็นมาของถิ่นเกิด และเกี่ยวดองกับกษัตริย์โปรเตสแตนท์ วิลเลี่ยมที่ 3 Prince of Orange

ในทางอื่น มันถูกพิจารณา ว่าเป็นการดูถูก ชื่อเล่น โดยพวกที่อาศัยในแถบที่ราบ Anglo-Saxon เทนเนสซี่ เวอร์จิเนีย อาร์คันซอ และ เคนตักกี้ โดยมากเป็นพวกหัวรุนแรง ในช่วงสงครามอุตสาหกรรม Billy Yank เป็นคำเรียกทั่วไป สำหรับทหาร และกลุ่มผู้ต้องโทษในกลุ่มของ Johnny Reb.

เพลงคันทรี่ และเพลงแนวตะวันตกแบบดั้งเดิมก็ถูกเรียกว่า เพลงแบบ hillbilly "Hillbilly music" ในปัจจุบัน ใช้เรียกถึงเพลงยุคเก่า ก่อนจะเรียก hillbilly" นั้นพ้องมาจากคำว่า "Hillbilly Boogie" โดยพี่น้อง Delmore เมื่อปี 1946. ปี 1927, สตูดิโอ Gennett ในริชมอนด์ อินเดียน่า บันทึกแผ่นเสียง ของศิลปินไวโอลินผิวดำ Jim Booker with กับนักดนตรีอื่นๆ แผ่นเสียงนั้น มีป้ายแสดงว่า ผลิตเพื่อ “Hillbilly"

แบบของ hillbilly
แบบเฉพาะของ hillbillies เห็นได้จาก Li'l Abner ซึ่งสูบยาจากกล้องยา เป็นพวกต้มเหล้าเถื่อน กินเหล้าจากถ้วยกระเบื้อง สวมหมวกหลวมๆ พกปืน เดินเท้าเปล่า ฟันฟางแทบจะไม่มี ไม่ค่อยจะไปไหนมาไหน เล่นแบนโจ ขับรถกระบะเก่าๆ สวมเสื้อคลุมกันเปื้อน โดยไม่ได้ใส่เสื้อเชิร์ตข้างใน หนวดเครารุงรัง สรุปว่า ซกมก แล้วกัน

ยังไงก็ตาม ในกลางปี 1970 เมือง Applachian ใน Pikeville, Kentucky เป็นเมืองที่จัดเทศกาล Hillbilly Days Festival. ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่ เพื่อหาเงินให้โรงพยาบาลสำหรับเด็ก Shriner's Hospitals มีการละเล่นสนุกสนาน งานแสดงวัฒนธรรม และศิลปะ งานนี้เป็นงานที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของรํฐเคนตักกี้ และมีผู้คนมาร่วมงานถึง 1 แสนคน Hillbilly Days Festival มีการจัดวนงานวันพ่อ ใน Bennett Spring State Park ใกล้ Lebanon, Missouri กิจกรรมมีการแสดงศิลปะ ของประดิษฐ์ กิจกรรมเพื่อเด็กๆ และการประกวดประชันการละเล่นอีกมากมาย เช่นแข่งปอกแอบเปิ้ล แข่งขว้างกระทะ


Rednecks

Rednecks เป็นกลุ่มพวกที่อพยพมาเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งเดินทางมาอเมริกาเหนือจาก ไอร์แลนด์เหนือในสก๊อตแลนด์ต้นศตวรรษที่ 17-18 บางพวก จากเยอรมัน หรือ สวีเดน คนอเมริกาเหนือคนพวกนี้ว่า พวก สก๊อต-อริช


ทฤษฎี เซลติค ของ Forrest McDonald และ Grady McWhiney กล่าวว่า Rednecks พวกนี้เป็นพวกเซลติค ธรรมดา ที่ตรงข้ามกับ พวก Anglo-Saxon และกลุ่มพวกเซลติคทั้งหลาย (สก๊อตไอริช สก๊อต เวลส์ และพวกอื่น) ซึ่งเป็นศัตรูกับพวกเลี้ยงสัตว์ ที่แตกต่างกับพวกชาวไร่ชาวฟาร์มรักสงบที่เหนือกว่าในอังกฤษ James H. Webb (ซึ่งเคยเป็น เลขาธิการกองทัพเรือสหรัฐ) ใช้ทฤษฎีนี้ในหนังสือที่เขาแต่งคือ Born Fighting เพื่อให้นึกถึงคุณลักษณะพิเศษของพวก สก๊อต-ไอริช ว่า ซื่อสัตย์ต่อเครือ, ไม่ไว้ใจผู้มีอำนาจฝ่ายรัฐบาล, และพร้อมจะเป็นทหาร ซึ่งป็นคุณลักษณะของอมเริกันชน . ตามที่ Webb กล่าวถึง ยังมีพวกที่ไม่ต้อนรับในเขตศิวิไลซ์ แถบฃายฝั่ง ที่เคยส่งเสริมโดย หัวหน้าพวกล่าอาณานิคมที่เข้ามาอาศัย ในแถบเทือกเขา Appalachian, เพื่อเป็นเหมือนกันชนกับพวกอินเดียนแดง แม้ว่าบางครั้งจะเป็นศัตรูกับอินเดียน พวกนี้กลับมีส่วนร่วมกัน ทั้งในการค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ในแถบ Appalachians พวกเขามักพบปะกับ Melungeons, พวกลูกครึ่งผิวขาวผิวดำหรืออินเดียน ที่พูดภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความอดทนที่จะอยู่ร่วมกัน

Rednecks, โดยเฉพาะในแถบ เทนเนสซี่ เป็นที่รู้จักกันว่า เป็นพวกชอบสงคราม เทนเนสซี่ มีชื่อเสียงว่าเป็น รัฐ อาสา ที่ต่อต้านยาก ชาว เทนเนสซี่ มากมาย อาสาไปสงครามในปี 1812 ในการเปลี่ยนแปลงเท็กซัส รวมถึงการป้องกัน Alamo), และสงคราม อเมริกัน-เม็กซิกัน ตลอดช่วงสงครามอุตสาหกรรม คนขาวที่น่าสงสารทั้งหลายต่อสู้อย่างดุเดือดล้มตายไปกันทั้ง 2 ฝ่าย
 

Relate