ศูนย์รวมบทความคาวบอย อินเดียนแดง เม็กซิกัน

ตำนานมีด ตำนานลูกผู้ชาย จิม โบวี่ - Bowie Knife #1

ตำนานมีด ตำนานลูกผู้ชาย จิม โบวี่ - Bowie Knife
มีด โบวี่ เป็นมีดแห่งตำนานที่เป็นต้นแบบของมีแรมโบ้ที่หลายคนรู้จักกัน

ผมพยายามจะแปลเรื่องราวของ จิม โบวี่ เจ้าของมีโบวี่เล่มแรก แต่เมื่อค้นหาในอินเตอร์เน็ตแล้วก็พบบทความที่ อ.กุลวดี มกราภิรมย์ ได้เขียนเอาไว้ในสารานุกรมประวัติศาสตร์อเมริกาที่เนื้อหาละเอียดชัดเจนอยู่แล้ว แถมยังมีเวปไซต์ต่างๆคัดลอกไปเผยแพร่เป็นเรื่องราวประวัติของ พันเอก เจมส์ โบวี่ (จิม) มากที่สุด ถึงแม้บทความใน wikipedia จะดูใกล้เคียงกันก็ตาม แต่ก็ขอเอาบทความของ อ.กุลวดี มกราภิรมย์ มาลงให้เป็นความรู้กันครับ



สารานุกรมประวัติศาสตร์อเมริกา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน โดย อ.กุลวดี มกราภิรมย์

Bowie, James (1796?-1836): พันเอก เจมส์ โบวี (พ.ศ.2339?-2379)
พันเอก เจมส์หรือจิม โบวี เป็นนักผจญภัย นักบุกเบิก นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคใต้ และวีรบุรุษอเมริกันในสงครามปฏิวัติเทกซัส (Texas Revolution: ค.ศ.1835-1836) วีรกรรมครั้งสำคัญของเขาคือการต่อสู้ป้องกันป้อมแอละโม (Alamo)* จากกองทัพเม็กซิโกในยุทธการที่แอละโม (Battle of the Alamo) ซึ่งแม้จะพ่ายแพ้แก่เม็กซิโกแต่เหตุการณ์นี้ก็นำไปสู่การได้เอกราชของเทกซัส
โบวีเกิดที่โลแกนเคาน์ตี (Logan County) มลรัฐจอร์เจีย (Georgia) หรือที่เบิร์กเคาน์ตี (Burke County) มลรัฐเคนตักกี (Kentucky) ใน ค.ศ.1796 หรือ ค.ศ.1799 ในเวลานั้นบิดาของเขาคือรีซัน หรือเรซิน โบวี (Reason/ Rezin Bowie) กับมารดาคือ เอลฟ์ แอป-เคตสบี โจนส์ โบวี (Elve Ap-Catesby Jones Bowie) ทำนาและโรงสีข้าวโดยมีทาสช่วยงาน 8 คน ต่อมาใน ค.ศ.1800 ขณะที่โบวียังเด็กครอบครัวของเขาอพยพไปอยู่ในดินแดนมิสซูรี (Missouri Territory) นาน 2 ปี จากนั้นจึงไปตั้งรกรากในดินแดนลุยเซียนา (Louisiana Territory) โบวีกับน้องชาย 3 คนชื่อจอห์น สตีเฟน และ เรซิน จึงใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในวัยเด็กจนโตเป็นหนุ่มที่นี่ โบวีผู้พ่อมีทาสถึง 20 คนซึ่งนับว่ามากที่สุดในแถบนั้น ประมาณ ค.ศ.1809 ตระกูลโบวีอพยพไปอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของดินแดนลุยเซียนา ที่โบวีผู้พ่อซื้อที่ดิน 640 เอเคอร์ไว้เลี้ยงสัตว์และปลูกฝ้ายกับอ้อย โบวีเริ่มมีชื่อเสียงในเรื่องความบ้าบิ่นมุทะลุ และความสามารถในการขี่จระเข้ การล่าหมีและควายป่า และการจับม้าป่ามาฝึกให้เชื่อง เมื่อโบวีอายุได้ 18 ปีก็ออกจากบ้านไปทำมาหากินเลี้ยงตัวเองด้วยการเลื่อยไม้ แล้วล่องไปขายที่เมืองนิวออร์ลีนส์ (New Orleans) ในลุยเซียนาซึ่งขณะนั้นได้รับการสถาปนาเป็นมลรัฐแล้ว



โบวีกับเรซินสมัครเป็นทหารเข้าร่วมรบในสงคราม ค.ศ.1812 (War of 1812) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอังกฤษซึ่งอังกฤษเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างยับเยินที่เมืองนิวออร์ลีนส์ และต่อมาใน ค.ศ.1815 สองพี่น้องก็เดินทางไปสมทบกับกองกำลังของแอนดรูว์ แจ๊กสัน (Andrew Jackson) ซึ่งกำลังรบกับอังกฤษที่เมืองนิวออร์ลีนส์ แต่สงครามสงบลงก่อนที่ทั้งสองจะเดินทางไปถึง หลังสงครามโบวีกับน้องชายชื่อจอห์นและเรซินร่วมกันทำธุรกิจซื้อขายทาสกับโจรสลัดชื่อชอง ลัฟฟีต (Jean Laffite) โจรสลัดผู้นี้คอยดักปล้นเรือขนทาสในทะเลแคริบเบียน (Caribbean Sea) และอ่าวเม็กซิโก (Gulf of Mexico) แล้วใช้เกาะกัลเวสตัน (Galveston Island) เป็นตลาดค้าทาส ลัฟฟีตจะนำทาสไปส่งให้โบวีที่เกาะแห่งหนึ่งในอ่าวเวอร์มิเลียน (Vermilion Bay) จากนั้นโบวีกับน้องชายจะลักลอบนำทาสเข้าไปขายที่ลุยเซียนา เนื่องจากในสมัยนั้นการนำทาสเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แม้ว่าการมีทาสจะยังถูกกฎหมายอยู่
โบวีจึงใช้วิธีไปแจ้งกับทางการว่าจะมีการลักลอบนำทาสเข้าไปขายในมลรัฐนี้ โดยเขาจะได้เงินรางวัลจากการนำจับเป็นเงินครึ่งหนึ่งของเงินที่ได้จากการขายทาสทอดตลาดซึ่งเขาและน้องชายจะเป็นผู้ไปประมูลซื้อมา จากนั้นก็จะขายทาสไปโดยไม่ผิดกฎหมาย และยังได้กำไรอีกทอดหนึ่ง สามพี่น้องซื้อขายทาสอยู่ 3 ปีจึงเลิกอาชีพนี้ หลังจากเก็บเงินได้ประมาณ ๖๕,๐๐๐ เหรียญ จากนั้นในช่วงทศวรรษที่ 1820 โบวีกับเรซินร่วมกันซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 4,550 ไร่ในมลรัฐลุยเซียนา เพื่อทำไร่อ้อยชื่ออาร์คาเดีย (Arcadia) โดยสร้างโรงน้ำตาลพลังไอน้ำแห่งแรกของมลรัฐลุยเซียนาที่ไร่แห่งนี้ด้วย โบวีอยู่ที่ไร่อาร์คาเดียน้อยมาก เพราะในช่วงนั้นเขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติของมลรัฐลุยเซียนา จึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในวงสังคมของเมืองนิวออร์ลีนส์ นอกจากนี้ยังทำธุรกิจซื้อขายที่ดินในดินแดนอาร์คันซอ (Arkansas Territory) ร่วมกับน้องชายอีกคนหนึ่งด้วย
โบวีมีศัตรูหลายคน ใน ค.ศ.1826 เขาถูกนอร์ริส ไรต์ (Norris Wright) ยิงที่เมืองอะเล็กซานเดรีย (Alexandria) แต่กระสุนพลาดไป หลังเหตุการณ์ครั้งนั้นเรซินมอบมีดล่าสัตว์ขนาดใหญ่ที่เขาเป็นผู้ออกแบบและสั่งทำเป็นพิเศษให้โบวีพกติดตัว ต่อมาใน ค.ศ.1827 โบวีก็ได้ร่วมต่อสู้ที่สันทรายในแม่น้ำมิสซิสซิปปีตรงข้ามกับเมืองนัตเชซ์ (Natchez) ในการต่อสู้ครั้งนี้โบวีใช้มีดล่าสัตว์ที่เรซินให้แทงไรต์คู่ปรับเก่าเสียชีวิตและยังแทงอัลเฟรด แบลนชาร์ด (Alfred Blanchard) ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็ถูกพี่น้องตระกูลแบลนชาร์ดยิงที่ชายโครงและรุมแทงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน ผู้เห็นเหตุการณ์จึงยกย่องให้โบวีเป็นมือมีดที่น่ากลัวที่สุดของภาคใต้ และพากันไปสั่งทำมีดแบบเดียวกันนี้ซึ่งได้ชื่อว่ามีดโบวี (Bowie knife) ตามชื่อของเขา



ในสายตาของเพื่อนฝูงโบวีเป็นสุภาพบุรุษ เป็นคนสนุกสนาน กล้าหาญ รักการผจญภัย และใจกว้าง ขณะเดียวกันก็มีความทะเยอทะยาน เป็นนักวางแผน กล้าได้กล้าเสีย แต่ติดการพนันจึงมักเป็นหนี้เป็นสินตลอดเวลา โบวีเดินทางไปเทกซัสประมาณ ค.ศ.1828 หลังจากฆ่าชายคนหนึ่งตายในการต่อสู้ เขาไปอยู่ที่เมืองเบซาร์ (Bexar) ซึ่งปัจจุบันคือเมืองซานอันโตนิโอ (San Antonio) และผูกมิตรกับรองผู้ว่าราชการของรัฐโกอะวีลาและเทกซัส (Coahuila y Mexico) ของเม็กซิโกชื่อฮวน มาร์ติน เด เวราเมนดี (Juan Martin de Veramendi) ต่อมาเมื่อโบวีเดินทางไปเมืองซัลติโย (Saltillo) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐโกอะวีลาและเทกซัสในเวลานั้น เขาก็ได้ข่าวว่ากฎหมายเม็กซิโกฉบับ ค.ศ.1828 ให้ราษฎรเม็กซิโกทุกคนมีสิทธิซื้อที่ดินจำนวน 123,193.7 ไร่ได้ในราคาตั้งแต่ 100-250 เหรียญสหรัฐ เขาจึงชักชวนให้ชาวเม็กซิโกขออนุญาตซื้อที่ดินจากรัฐบาลเม็กซิโกแล้วนำใบอนุญาตมาขายต่อให้เขา เมื่อโบวีเดินทางออกจากเมืองนี้เขามีใบอนุญาตซื้อที่ดินอยู่ในมือถึง 15 หรือ 16 ใบ
จากนั้นเขาจึงเริ่มทำธุรกิจซื้อขายที่ดินในเทกซัส การกระทำของโบวีทำให้สตีเฟน ฟุลเลอร์ ออสติน (Stephen Fuller Austin)* ผู้ก่อตั้งอาณานิคมของชาวอเมริกันเชื้อสายอังกฤษในดินแดนเทกซัสไม่พอใจ จึงลังเลที่จะอนุญาตให้โบวีตั้งรกรากในอาณานิคมของเขา แต่ก็ยินยอมในที่สุด
ขณะอยู่ที่เมืองซานอันโตนิโอโบวีทำตัวเป็นคนมีฐานะ และตีสนิทกับครอบครัวเวราเมนดีที่มั่งคั่ง เขาหันไปนับถือนิกายโรมันคาทอลิกด้วยความสนับสนุนของครอบครัวนี้ ใน ค.ศ.1830 โบวีเดินทางไปเมืองซัลติโยกับครอบครัวเวราเมนดีเพื่อขอเป็นราษฎรเม็กซิโก และได้รับอนุมัติจากรัฐบาลเม็กซิโกโดยมีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องสร้างโรงงานทอผ้าในรัฐโกอะวีลา โบวีจึงขอซื้อโรงงานทอผ้าต่อจากเพื่อนคนหนึ่งเป็นเงิน 20,000 เหรียญสหรัฐ จากนั้นใน ค.ศ.1831 เขาก็ได้แต่งงานกับลูกสาวคนหนึ่งของเวราเมนดีชื่อเออร์ซูลา เด เวราเมนดี (Ursula de Veramendi) ทำให้เขากลายเป็นชาวอเมริกันในรัฐนี้ที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวเม็กซิโกมากที่สุด หลังแต่งงานโบวีพาเจ้าสาวของเขาไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ แล้วกลับมาตั้งรกรากที่เมืองซานอันโตนิโอ
ในปีเดียวกันนั้นโบวีกับเรซินเดินทางไปสำรวจหาเหมืองเงินแห่งเมืองซานซาบา (San Saba) ในตำนานของชาวเม็กซิโก โดยได้รับอนุญาตจากทางการเม็กซิโกและได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากเวราเมนดี คณะของโบวีถูกพวกอินเดียนแดงโจมตีทำให้คนของเขาตายไป 1 คน และบาดเจ็บสาหัสอีกหลายคน โบวีจึงต้องเดินทางกลับเมืองซานอันโตนิโอ ใน ค.ศ.1833 เกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่ในรัฐโกอะวีลาและเทกซัส เป็นเหตุให้ลูกเมียของโบวีกับพ่อแม่ของเธอเสียชีวิตที่เมืองมอนโคลวา (Monclova) ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงใหม่ของรัฐโกอะวีลาและเทกซัสแทนเมืองซัลติโย โบวีเองรอดชีวิตเพราะขณะนั้นเขาไปทำธุระที่เมืองนัตเชซ์





โบวีเป็นหนึ่งในนักผจญภัยชาวอเมริกันที่มาตั้งรกรากในเทกซัส ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนรัฐบาลเม็กซิโกต้องออกกฎหมายกีดกันไม่ให้ชาวอเมริกันที่อพยพมาใหม่ตั้งรกรากในเทกซัสตั้งแต่ ค.ศ.1830 ต่อมาใน ค.ศ.1833 ชาวอเมริกันที่อยู่ในเทกซัสขอให้รัฐบาลเม็กซิโกแยกเทกซัสออกจากรัฐโกอะวีลาเพื่อให้ชาวเทกซัสมีอำนาจในการปกครองตนเอง แต่รัฐบาลเม็กซิโกปฏิเสธ ในค.ศ.1835 ประธานาธิบดีเม็กซิโกชื่ออันโตนิโอ เด ซานตา อันนา (Antonio de Santa Anna) ริดรอนสิทธิหลายประการของชาวเทกซัสที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเม็กซิโกฉบับ ค.ศ.1824 ชาวเทกซัสจึงผนึกกำลังกันปฏิวัติรัฐบาลเม็กซิโกเพื่อแยกตัวเป็นอิสระในปีเดียวกันนั้น ต่อมาใน ค.ศ. 1836 นายพลซานตา อันนาจึงส่งกองทัพเข้าไปในเทกซัส ทำให้เกิดการสู้รบระหว่างกองทัพเม็กซิโกและชาวเทกซัส โบวีเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติเทกซัสครั้งนี้ด้วยโดยมีตำแหน่งเป็นนายพันเอกแห่งกองทัพเทกซัส เขามีบทบาทโดดเด่นในการต่อสู้กับทหารเม็กซิโกหลายครั้ง
ครั้งสำคัญที่สุดคือการต่อสู้เพื่อป้องกันป้อมแอละโมที่เมืองซานอันโตนิโอ โดยในครั้งนั้นนายพลแซมวล ยูสตัน (General Samuel Houston) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเทกซัส ส่งโบวีกับทหารอาสา 30 คนไปช่วยพันเอกเจมส์ นีล (Col. James Neill) ทำลายและอพยพคนออกจากป้อมแอละโม เนื่องจากเห็นว่าป้อมแห่งนี้ไม่แข็งแรงพอที่จะต้านทานกองทัพเม็กซิโกได้ แต่โบวีกลับขัดคำสั่งของยูสตันและตัดสินใจต่อสู้ป้องกันป้อมแห่งนี้ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1836 เขาส่งจดหมายไปขอความเหลือจากผู้ว่าราชการเฮนรี สมิท (Henry Smith) โดยแสดงความเห็นว่าเทกซัสจะรอดจากเงื้อมมือศัตรูได้หากรักษาป้อมแอละโมไว้ได้ พร้อมกับย้ำว่าเขากับพันเอกนีลยอมตายมากกว่ายอมแพ้ วันรุ่งขึ้น พันเอกวิลเลียม บาร์เรต ทราวิส (Col. William Barret Travis) พร้อมกับทหารอาสา 30 คน ก็เดินทางมาถึงป้อมแอละโม ตามมาด้วยเดวี (Davy) หรือ เดวิด ครอกเกตต์ (David Crockett)* เสือพรานผู้มีชื่อเสียงจากมลรัฐเทนเนสซี (Tennessee) กับทหารอาสา 12 คน ระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับครอกเกตต์ พันเอกนีลขอวางมือจากการบัญชาการรบ และแต่งตั้งพันเอกทราวิสให้ทำหน้าที่นี้แทน แต่ทหารอาสาในป้อมแอละโมส่วนใหญ่พร้อมใจกันเลือกโบวี เพราะเห็นว่าทราวิสซึ่งมีอายุเพียง 26 ปี ยังมีอาวุโสน้อยเกินไป อย่างไรก็ตามโบวียินยอมให้ทราวิสมีอำนาจในการบัญชาการรบเท่ากับเขา และต่อมาเมื่อโบวีล้มป่วยด้วยโรคนิวมอเนียหรือวัณโรคจนต้องนอนแซ่วอยู่กับเตียง ทราวิสก็จะมีอำนาจเต็มในการบัญชาการรบแทนเขา โดยโบวีจะให้คนหามเขาออกไปนอกห้องพักเป็นครั้งคราวเพื่อให้กำลังใจพวกทหารอาสา และคอยพูดให้พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของทราวิส ระหว่างกองทัพเม็กซิโกปิดล้อมป้อมแอละโม (Siege of Alamo) ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1836 ทหารอาสาในป้อมแอละโมจำนวน183 คน สามารถต้านทานกองทัพเม็กซิโกซึ่งมีจำนวนถึง 6,000 คนได้จนถึงวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ.1836 ซึ่งกองทัพเม็กซิโกบุกเข้าโจมตีป้อมแอละโมอย่างหนักเป็นครั้งที่ 3 จนป้อมแตก ทำให้ทหารอาสาทั้งหมดในป้อมรวมทั้งโบวีเสียชีวิต หลังจากป้อมแอละโมแตกนายกเทศมนตรีของเมืองซานอันโตนิโอ ชื่อฟรานซิสโก รูอิส (Francisco Ruiz) พานายพลซานตา อันนาไปดูศพของโบวี ทราวิส และครอกเกตต์ พวกเขาพบโบวีนอนตายอยู่บนเตียงในห้องทางด้านทิศใต้ของป้อม ที่ศีรษะมีรอยกระสุนหลายแห่ง นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จึงไม่เชื่อว่าโบวีเสียชีวิตขณะพยายามยิงปืนใหญ่ใส่ทหารเม็กซิโกตามที่บางตำนานเล่าไว้
เจมส์ โบวีถูกทหารเม็กซิโกสังหารขณะอายุ ๔๐ ปี ในเวลาต่อมามลรัฐเทกซัสนำชื่อของเขามาตั้งเป็นชื่อเคาน์ตีและชื่อเมืองในมลรัฐนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา ได้แก่ โบวีเคาน์ตี (Bowie County) และเมืองโบวี (City of Bowie) ซึ่งอยู่ในมอนตากิวเคาน์ตี (Montague County).
(ผู้เขียน : กุลวดี มกราภิรมย์)







บทความ มีดโบวี่ ( Bowie Knife)นักสู้แห่งแอละโม (Alamo) ที่ http://legend-knife.blogspot.com/2010/08/bowie-knife-alamo.html
บทความ มีดโบวี่ - โดย warut ชุมชนคนรักมีด http://www.konrakmeed.com/webboard/upload/index.php?showtopic=1107

มีด Bowie เล่มแรกในโลกนี้คือเล่มไหน? น่าจะเป็นเล่มที่ Rezin ทำขึ้นเอง
"The first Bowie knife was made by myself in the parish of Avoyelles, in this state (Louisiana), as a hunting knife, for which purpose, exclusively, it was used for many years."
Rezin P. Bowie, Planters Advocate: August 24, 1838.
แต่มีดเล่มที่มีชื่อเสียง คือมีดที่่ James Bowie ใช้ในการต่อสู้ที่ Vidalia Sandbar
มีหลายความเห็นมากเกี่ยวกับมีดเล่มนี้

หลานของ Rezin ให้ข้อมูล (ในปี 1885) ว่าเป็นของช่างที่ชื่อ Jesse Cleft
ส่วนพี่ชายของ James บอกว่าเป็นของช่างที่ชื่อ Snowden
มีดทั้ง 2 เล่มไม่เหลือตัวตนอยู่ในโลกนี้แล้ว จึงไม่สามารถยืนยันได้

แต่มีมีดที่ Rezin ไปจ้างช่างที่ชื่อ Henry Schively Jr. ทำให้ (ตามแบบและแนวคิดของตน)....
มีรูปพรรณสัณฐานใกล้เคียงกับที่หนังสือพิมพ์ในยุคนั้นเขียนไว้มากที่สุด

ปัจจุบันมีดเล่มนี้ถูกจัดแสดงอยู่ที่ Mississippi State Historical Museum ในเมือง Jackson, Mississippi

ช่างมีดที่ Rezin Bowie ชื่นชอบที่สุด คงจะเป็น Daniel Searles เพราะมีการบันทึกไว้ที่ Shop ของ Searles ว่า Rezin สั่งทำมีดทั้งหมด 4 เล่ม แต่คงเหลือมีดจริงไว้ยืนยันได้แน่นอนแค่ 2 เล่ม





จะเห็นว่ารูปทรงไม่แตกต่างจากมีดของ Schively มากนัก......ก็แบบเป็นของ Bowie นี่นา จ้างใครทำก็คงออกมาคล้ายๆกัน
เล่มบนปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ป้อม Alamo
เล่มสุดท้ายที่จะเอามาแนะนำ น่าจะเป็นเล่มที่โด่งดังที่สุด (เล่มหนึ่ง) เชื่อว่าเป็นมีดเล่มที่ James Bowie ใช้ต่อสู้จนตัวตาย ขณะรบกับทหารเม็กซิกันที่ป้อม Alamo
(มีเป็นภาพยนต์หลายเรื่องเลยครับ สนุกๆทั้งนั้น ทั้ง Iron Mistress,Texas และใหม่ๆหน่อยก็ Alamo)



Relate