ศูนย์รวมบทความคาวบอย อินเดียนแดง เม็กซิกัน

ตำนานมีด ตำนานลูกผู้ชาย จิม โบวี่ - Bowie Knife #2

แปลจาก wiki pedia
James (Jim) Bowie
จาก Wikipedia http://en.wikipedia.org/wiki/James_Bowie
ช่วงชีวิต 10 เม.ย. ค.ศ. 1796 – 6 มี.ค. 1836 (อายุ 39)



ชื่อเล่น จิม โบวี่
เกิดที่ โลแกน, เคนตั๊กกี้
ตายที่ ศึกอลาโม่, แซน แอนโตนิโอ, เท็กซัส
อาชีพ เท็กซัส เรนเจอร์
ปี ค.ศ. 1835, 1836
ยศ พันเอก
หน่วย ทหารอาสาสมัครเท็กซัส
สมรภูมิ นาคอโดชีส์, คอนเซ็พชีออน, อะลาโม

เจมส์ (จิม) โบวี่ นักบุกเบิกและทหารอเมริกันแห่งศตวรรษที่ 19 ที่มีชื่อเสียงมาจากการสู้ศึกอันห้าวหาญจนเสียชีวิตที่อะลาโม เรื่องราวของเขาคือนักสู้ นักบุกเบิก ผู้เป็นตำนานและเรื่องเล่าของฮีโร่อเมริกันอีกคนหนึ่ง



จิม โบวี่ เกิดในเคนตั๊กกี้ และใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในหลุยส์เซียน่า ที่ที่เขาเติบใหญ่และต่อมาได้ทำงานเป็นนักเก็งกำไรที่ดิน เขาเริ่มมีชื่อเสียงจากการรายงานว่า การต่อสู้ที่ แซนด์บาร์ ซึ่งเริ่มจากการดวลกันของชายสองคน และเป็นการต่อสู้ประชิดตัวซึ่งทำให้โบวี่ถูกยิงบาดเจ็บ ทำให้นายอำเภอตายด้วยมีดขนาดใหญ่ อีกทั้งเรื่องอื่นๆที่แสดงความหาญกล้าของโบวี่ในการต่อสู้ด้วยมีด จนทำให้มีดของโบวี่ เป็นที่กล่าวขาน
ชื่อเสียงของโบวี่รวมเป็นหนึ่งในเรื่องราวของการปฏิวัติเท็กซัส หลังจากที่เขาย้ายไปเท็กซัสในปี ค.ศ. 1830 โบวี่ได้กลายเป็นพลเมืองเม็กซิกันและแต่งงานกับลูกสาวของผู้ว่าของเมือง ชื่อเสียงของเขาในเท็กซัสโด่งดังต่อไปแต่เขาล้มเหลวกับการค้นหาเหมืองในตำนาน แซน ซาบา ขณะที่เขากำลังเดินทางกับพวกก็โดนโจมตีโดยอินเดียนกลุ่มใหญ่แต่รอดมาได้ ในช่วงของการปะทุของการปฏิวัติ โบวี่สมัครเข้าร่วมกับกองทัพและได้เป็นผู้นำทหารในการรบที่ คอนเซ็พชีออน และ กราส ไฟท์
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1836 เขามาถึง อะลาโม ที่ซึ่งเขาและอาสาสมัครต่อสู้จนล้มป่วย โบวี่เสียชีวิตกับกองกำลังที่สู้ด้วยกันเมื่อ 6 มีนาคม ค.ศ. 1836 เรื่องถกเถียงของการตายของเขามักเล่ากันว่าเขาตายบนเตียงนอนของเขาเอง หลังจากได้ยิงทหารเม็กซิกันไปจนหมดกระสุน



อ้างถึงจอห์นพี่ชายของเขา เจมส์(จิม) โบวี่ เกิดในโลแกน เคาท์ตี้, เคนตั๊กกี้ ฤดูหนาว ปี ค.ศ.1796 เรย์มอน ทอร์ป นักประวัติศาสตร์บอกว่าวันเกิดของจิมโบวี่ คือ 10 เมษายน แต่ทอร์ปไม่ได้แสดงเอกสารใดๆสำหรับวันที่เกิด จิม โบวี่ เป็นบุตรคนที่ 9 จาก 10 คนของ เอลฟ์ แอป-เคตสบี โจนส์ (มารดา) และ เรซิน โบวี่ พ่อของจิมถูกยิงบาดเจ็บในสงครามปฏิวัติ ค.ศ.1782 และสมรสกับพยาบาลสาวที่ดูแลเขาจนมีสุขภาพดีแข็งแรง โบวี่ย้ายถิ่นฐานบ่อยมาก ครั้งแรกตั้งถิ่นฐานในจอร์เจีย ก่อนจะย้ายมาเคนตั๊กกี้ ในเวลาที่จิมโบวี่เกิด พ่อเขามีทาส 8 คน วัว 11 ตัว ม้า 7 ม้า และม้าพ่อพันธุ์ 1 ม้า ปีถัดมาครอบคัรวเขามีที่ดิน 200 เอเคอร์ริมฝั่งแม่น้ำเรด พวกเขาขายทรัพย์สินไปในปี ค.ศ.1800 และย้ายไปอยู่มิสซูรี่ ก่อนจะย้ายไปชุมชนสเปนในหลุยส์เซียน่าในปี ค.ศ. 1802 ในเขตศาสนา แรพไพด์ ริมลำธาร บุชลี่ ปี ค.ศ. 1809 ครอบครัวโบวี่ย้ายที่อยู่ไปที่ ริมลำธาร เทช ในหลุยส์เซียน่าก่อนจะปลูกบ้านใน ออพโพลูสัส ปี ค.ศ. 1812 เด็กๆในครอบครัวโบวี่เติบโดมาด้วยการแผ้วถางที่ดิน ปลูกไม้ผล ปลูกผักทำไร่ เด็กๆเรียนและเขียนภาษาอังกฤษ แต่เจมส์และพี่ชายก็ได้เรียนอ่านและเขียนภาษาสเปนและฝรั่งเศสด้วย เจมส์(จิม) กลายเป็นผู้ชำนาญการใช้อาวุธทั้งมีดและปืน ชื่อเสียงด้านความเป็นนักสู้ของเขาเป็นที่พูดถึงกันออกไป ตอนเด็กๆ เพื่อนชาวอินเดียนแดงคนหนึ่งของเขา สอนให้เขาจับจระเข้กับเชือก เพื่อตอบสนองต่อข้ออ้างของ Andrew Jackson สำหรับอาสาสมัครชาวอังกฤษในสงครามปฏิวัติปี ค.ศ. 1812, เจมส์ และ เรซิน ถูก เกณฑ์อยู่กองทหารอาสาสมัครในรัฐหลุยเซียนาในช่วงปลาย ค.ศ. 1814 สงครามสิ้นสุดวันที่ 24 ธันวาคมของปีที่มีการลงนามในสนธิสัญญาของ Ghent, และพี่น้องโบวี่มาถึงนิว ออลีนส์สายเกินไปที่จะเข้าร่วมในการต่อสู้. หลังจากออกจากกองทหารอาสาสมัคร, โบวี่ ตัดสินใจเข้าไปอยู่ เขตศาสนาแรพไพด์ ที่ซึ่งเขาเลี้ยงชีพด้วยด้วยการเลื่อยไม้กระดานและไม้ท่อนแล้วลอยไปตามลำธารไปขาย ในเดืนมิถุนายน ค.ศ. 1819 เขาได้เข้าร่วมคณะเดินทางเรียกร้องความอิสระให้เท็กซัสจากกองทัพสเปน กลุ่มเจอกับการต้านทานเล็กน้อยเมื่อถึง นาคอโดชีส์ และประกาศให้เท็กซัสเป็นรัฐอิสระ การมีส่วนร่วมนี้ของโบวี่ไม่ชัดเจน แต่เขาได้กลับไปยังหลุยเซียนาก่อนทหารสเปนบุก

นักเก็งกำไรที่ดิน
ก่อนที่โบวี่ผู้พ่อจะตายในปี ค.ศ. 1818 เขาให้ม้าและวัวแก่ทาส เท่าๆกับที่ให้เจมส์(จิม) และเรซิน 7 ปีต่อมาพี่น้องโบวี่ช่วยกันสร้างธุรกิจพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ในเขตศาสนา ลาฟอร์ช และ ออพโพลูสัส จำนวนพลเมืองหลุยส์เซียน่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและพี่น้องโบวี่หวังที่จะใช้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินที่ผ่านการเก็งกำไร หากไม่มีเงินทุนพอในการซื้อที่ดินผืนใหญ่ พวกเขาก็ใช้บริการของเพื่อนที่เป็นโจรนาม จีน ลาฟิตต์ เพื่อช่วยให้เงินมีพอ ในช่วงนี้ มีการนำเข้าทาสอย่างผิดกฎหมายและรัฐทางใต้ส่วนใหญ่จะอนุญาตให้ผู้ที่แจ้งข่าวจะได้รับรางวัลครึ่งหนึ่งของมูลค่าในการประมูลค้าทาส โบวี่เดินทางไปบริเวณ ลาฟิตต์ บนเกาะกาลเวสตันถึง 3 ครั้ง ในแต่ละครั้งที่โอกาสเหมาะ เขาซื้อทาสหนีภาษีและตรงไปยังโรงภาษีและดำเนินการให้เป็นทาสอย่างถูกต้องเสียเอง เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรประมูลทาส โบวี่ ซื้อพวกเขาและได้รับเงินคืนครึ่งหนึ่งตามกฎหมายของรัฐ แล้วเขาก็ส่งทาสไปขายทำกำไรในตลาดใหญ่กว่าในนิวออร์ลีนส์และทางเหนือขึ้นไปของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ ด้วยวิธีนี้ทำให้พี่ชายเขาเก็บเงินได้มากถึง 65,000 ดอลล่าร์เพื่อใช้เก็งกำไรที่ดิน
ใน ปี ค.ศ.1825, สองพี่น้องร่วมกับน้องชายของพวกเขาสตีเฟนที่จะซื้อ สวนอะคาเดีย ใกล้ อเล็กซานเดรีย ภายในระยะเวลาสองปีพวกเขาได้ก่อตั้งโรงงานผลิตเครื่องจักรไอน้ำสำหรับบดอ้อนครั้งแรกในรัฐหลุยเซียนา สวนกลายเป็นที่รู้จักกันเป็นรุ่นเอสเตท แต่เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1831 พวกเขาก็ขายไป และขายทาส 65 คนได้เงิน 90,000 ดอลลาร์ ผลกำไรครั้งนี้ของพวกเขา, เจมส์และ เรซิน เอาไปซื้อสวนใน อาคันซอ
โบวี่และพี่ชายของจอห์นของเขามีส่วนร่วมในกรณีที่ศาลพิจารณาคดีที่ดินที่สำคัญในช่วงปลาย ค.ศ. 1820 ในการเก็งกำไรที่ดิน เมื่อสหรัฐอเมริกาซื้อรัฐหลุยเซียนาใน ค.ศ. 1803 ก็สัญญาว่าจะให้เกียรติทุกคนเรียกร้องที่ดินเดิมและสำหรับ 20 ปีข้างหน้าในความพยายามที่ได้ทำเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของที่ดิน
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1824, มีการประชุมหัวหน้าศาลของแต่ละพื้นที่ เพื่อรับข้อร้องเรียนจากผู้ที่อ้างว่าพวกเขาไม่ได้รับการเหลียวแล หัวหน้าศาลอาคันซอ ได้รับเรื่องร้องเรียนถึง 126 ฉบับ ในปลายปี ค.ศ. 1827 จากประชาชนที่อ้างว่าได้สิทธิ์ซื้อที่ดินในการให้สิทธิ์ของสเปนจากพี่น้องโบวี่ ถึงแม้ว่าหัวหน้าศาลจะได้รับการยืนยันมากที่สุดของการเรียกร้องเหล่านั้น ก็ได้มีการกลับคำตัดสินในเดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1831 หลังจากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าที่ดินไม่เคยเป็นของ ตระกูลโบวี่ และเอกสารที่ดินต้นฉบับให้ได้รับการปลอมแปลง ศาลฎีกาสหรัฐฯ จึงกลับคำตัดสิน ในปี ค.ศ. 1833 เป็นเหตุให้การถือครองที่ดินของผู้ที่อ้างสิทธิ์ที่มาร้องเรียนเป็นโมฆะ เมื่อผู้ที่เคยซื้อที่ดินจากโบวี่ไม่พอใจการพิจารณา พวกเขาก็พยายามจะฟ้องร้องพี่น้องโบวี่ แต่พวกเขาก็พบว่าเอกสารในกรณีดังกล่าวถูกลบออกจากศาล ทำให้พวกเขาไม่มีหลักฐานที่จะปฏิเสธกรณีความเป็นเจ้าของโดยรัฐได้

มีดโบวี่
มีดโบวี่ และการต่อสู้ที่ แซนด์บาร์
โบวี่กลายเป็นที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ เป็นผลมาจากการเขม่นกับ นอริส ไรท์ นายอำเภอของ แรพไพด์ โบวี่ได้รับการสนับสนุนในการสมัครแข่งชิงตำแหน่งนายอำเภอ และเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามของ ไรท์ หลังจากการเผชิญหน้าในบ่ายวันหนึ่งในอเล็กซานเดรีย ไวท์ ยิงเข้าใส่โบวี่ แต่โบวี่ไม่รู้สึกถึงอาการบาดเจ็บ เขาโกรธและพยายามฆ่าไรท์ด้วยมือเปล่า เพื่อนของไรท์พยายามเข้าหย่าศึก จนทั้งสองแยกจากกัน หลังจากนี้ โบวี่ก็พกมีดล่าสัตว์ขนาดใหญ่ไว้กับตัวตลอดเวลา มีดของเขา ยาว 9.25 นิ้ว(23.5 ซม.) กว้าง 1.5 นิ้ว(3.8 ซม.)



การต่อสู้ที่ แซนด์บาร์


การแสดงเหตุการณ์ต่อสู้ที่แซนด์บาร์ ในงาน จิมโบวี่ เฟสติวัล


มีดของโบวี่

ปีถัดมา โบวี่และไรท์ก็ดวลกันหน้าแซนด์บาร์ เมืองนัทเช็ส มิสซิสซิปปี้เรื่องเริ่มจากโบวี่ได้สนับสนุนการดวลของ แซมมวล ลีไว เวลส์ ที่ 3 กับดร.โทมัส แฮริส แมดด๊อก ที่ได้รับการสนับสนุน โดย ไรท์คู่ดวลได้ยิงฝ่ายตรงข้าม 2 นัด เมื่อไม่มีการบาดเจ็บทั้งคู่ต้องจับมือกับและยุติการต่อสู้แต่สมาชิกคนอื่นๆของกลุ่มมีหลายเหตุผลที่จะไม่ชอบขี้หน้าฝ่ายตรงข้ามการต่อสู้เริ่มขึ้นของโบวี่และไรท์จึงเริ่มขึ้น โบวี่ถูกยิงเข้าที่สะโพกเมื่อเขารู้สึกว่าขยับขาได้ เขาก็ชักมีดออกมาลํกษณะคล้ายมีดทำครัวเขากระโจนเข้าใส่คู่ต่อสู้ซึ่งเอาด้ามปืนที่ไม่มีลูกฟาดเข้าที่หัวโบวี่ปลดปืนของโบวี่และน๊อคเขาร่วงลงกองกับพื้นไรท์ยิงโบวี่ทั้งๆที่ยังกองกับพื้นแต่พลาดทำให้โบวี่ได้โอกาสเอาคืนเขาหยิบปืนยิงสวน และกระสุนน่าจะถูกเป้าไรท์ดึงดาบออกมาจากฝักและแทงโบวี่ไรท์พยายามดึงดาบออกจากหน้าอกโบวี่โดยเอาเท้าเหยียบไว้โบวี่ดึงไรท์ลงพร้อมๆกับกระซวกไส้ของเขาด้วยมีดอันใหญ่ไรท์เสียชีวิตทันทีแต่โบวี่ก็ถูกยิงและแทงซ้ำอีกทีโดยกลุ่มสมาชิกฝ่ายตรงข้ามทั้งๆที่ดาบของไรท์ยังคาหน้าอกเขาอยู่หมอที่อยู่ในเหตุการณ์ดวลได้ช่วยเอากระสุนออกและรักษาอาการบาดเจ็บให้โบวี่หนังสือพิมพ์เอาเรื่องการต่อสู้ไปตีพิมพ์ จนเป็นที่เลื่องลือจดจำกันว่าเหตุการณ์ต่อสู้ที่แซนด์บาร์และเล่าเหตุการ์ต่อสู้และความกล้าหาญของเขารวมทั้งมีดที่เขาใช้พยานในเหตุการณ์ยืนยันว่า โบวี่ไม่ได้เป็นผู้เริ่มก่อนแต่คนอื่นๆประสงค์จะเข้าทำร้ายโบวี่ด้วยเพราะคิดว่าโบวี่เป็นบุคคลอันตรายมากและเป็นศัตรูกับเขาเหตุการณ์นี้ทำให้โบวี่มีชื่อเสียงทั่วไปทั้งภาคใต้ว่าเป็นนักสู้ด้วยมีดที่ยอดเยี่ยมมีความเห็นต่างกันในหมู่นักวิชาการว่ามีดที่ใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันในขณะนี้ว่าเป็นมีดโบวี่มีหลายคนอ้างว่าเป็นผู้ออกแบบและสร้าง บ้างก็อ้างว่าโบวี่เป็นคนออกแบบเองในขณะที่คุณลักษณะอื่นๆของการออกแบบทำให้ทราบเวลาที่ผลิตมีด หลายคนอ้างว่าเรซิน เป็นคนออกแบบ ลูกหลานของเรซิน อ้างว่าเรซินเป็นเพียงช่างตีเหล็กที่ทำตามผู้ออกแบบมีดเท่านั้นหลังจากเหคูการณ์ต่อสู้ที่แซนด์บาร์ที่ซึ่งโบวี่ใช้มีดของเขาเพื่อป้องกันตัวมีดของโบวี่ ก็กลายเป็นที่นิยมขึ้นมาอย่างมากช่างผลิตจำนวนมากได้ผลิตและทำแบบของตัวเองขึ้นมา และเมืองใหญ่ ๆทางตะวันตกเฉียงใต้ ก็มี โรงเรียนมีดโบวี่"ที่สอน"ศิลปะการป้องกันตัวด้วยมีดเกิดขึ้น ชื่อเสียงของเขาและของมีดแพร่กระจายไปยังประเทศอังกฤษอย่างรวดเร็ว ประมาณ ค.ศ. 1830ผู้ผลิตของอังกฤษหลายคนผลิตมีด โบวี่เพื่อส่งออกกลับไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาการออกแบบของมีดได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในวันนี้โดยทั่วไปมีดโบวี่จะถือว่ามีใบมีด 8.25 นิ้ว (21.0 ซม. ) และยาว 1.25 นิ้ว (3.2 ซม. )ที่มีจุดโค้ง และมีขอบคมทั้งสองข้างและมีด้ามที่มีส่วนป้องกันมือของผู้ใช้

การสถาปนา
ในเท็กซัสในปี ค.ศ. 1828 หลังจากฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บในการต่อสู้ที่แซนด์บาร์โบวี่คิดจะย้ายถิ่นฐานไปเท็กซัส ในเวลานั้นรัฐในสหพันธ์รัฐเม็กซิกัน.รัฐธรรมนูญแห่งเม็กซิโก ปี ค.ศ. 1824ห้ามนับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและให้สิทธิพลเมืองเม็กซิกันในการรับที่ดิน โบวี่เปลี่ยนจากแบพติสมาเป็นโรมันคาทอลิคโดยการรับรองโดยนายกเทศมนตรีของเมืองJuan Martin de Veramendi และภรรยา Josefa Navarro 18 เดือนถัดมาโบวี่ท่องไปทั่วหลุยส์เซียน่าและมิสซิสซิปปี้ ในปี ค.ศ. 1829เขาก็หมั้นหมายกับ ซีซิเลีย เวลส์ ซึ่งเธอตายในอเล็กซานเดรีย เมื่อ 29กันยายน ก่อนจะมีงานแต่งงานเพียง 2 สัปดาห์1 มกราคม ค.ศ. 1830โบวี่ก็จากหลุยส์เซียน่าเพื่อมาเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรในเท็กซัสเขาปักหลักที่ นาคอโดชีส์ ที่ฟาร์ม จาร์ อี โกรส์ ริมฝั่งแม่น้ำบราโว่และ แซน แฟลิเป ที่ซึ่งโบวี่ส่งจดหมายอธิบายแนะนำตัวถึง สตีเฟ่น เอฟออสติน จาก โทมัส เอฟ แมคคินนี่ หนึ่งในผู้อยู่อาศัยในอาณานิคมเก่าแก่300 คนเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ Bowieถือคำปฏิญาณแห่งความจงรักภักดีไปยังเม็กซิโกแล้วดำเนินการต่อไป แซนแอนโตนิโอ เดอ บีซาร์ เวลานั้น เมืองรู้จักกันว่าเป็นเมือง บีซาร์มีประชากร 2500 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายเม็กซิกันและความคล่องแคล่วในภาษาสเปนก็ช่วยให้โบวี่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้โบวี่ได้รับเลือกเป็นผู้บังคับบัญชาที่มียศพันเอกของเท็กซัสเรนเจอร์ในช่วงปลายปีแม้ว่าเรนเจอร์ก็จะไม่ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการจนกว่า ปี ค.ศ.1835 สตีเฟ่น เอฟ ออสติน ก็ ได้ก่อตั้งกลุ่มขึ้นโดยใช้คน 30คนเพื่อให้เกิดความสงบสุขและปกป้องอาณานิคมจากการโจมตีโดยฝ่ายตรงข้ามและอินเดียนแดงพื้นที่อื่น ๆ ใกล้เคียงก็มีทหารอาสาสมัครเข้าร่วมและโบวี่เป็นผู้บังคับบัญชาของกลุ่มอาสาสมัคร ด้วยการเป็นพลเมืองของเขาโบวี่จึงได้สิทธิ์ซื้อที่ดินได้ถึง 11 ลีค (1 ลีค ยาวประมาณ 3 ไมล์)เขาสร้างความมั่นใจให้กับพลเมืองอีก 14-15 คนที่จะเอาที่ดินให้เขา700,000 เอเคอร์ เพื่อพัฒนาโบวี่อาจจะชักชวนผู้ลงทุนให้ยกที่ให้เขาก่อนเพื่อที่จะเสนอขายเป็นแปลงใหญ่ๆกับพวกเก็งกำไรที่ดินเช่นเดียวกับเขาในปี ค.ศ. 1834 และ 1835รัฐบาลเม็กซิกันก็ผ่านร่างกฎหมายที่ทำให้การเก็งกำไรที่ดินต้องหยุดลง25 เมษายน ค.ศ. 1831 โบวี่แต่งงานกับ มาเรีย เออซูล่า เดอ เวราเมนดิ วัย19 ปี ลูกสาวของพันธมิตรทางธุรกิจที่ต่อมาได้ตำแหน่งรองผู้ว่าเมืองหลายวันก่อนจะถึงวันฉลองการสมรสโบวี่เซ็นสัญญาว่าจะจ่ายค่าสินสอดให้เจ้าสาวเป็นเงิน 15,000 เปโซ (ประมาณ15,000 US$ ในเวลานั้น หรือมูลค่าประมาณ 308,000 US$ ในปัจจุบัน)เป็นเงินสด หรือทรัพย์สินของเขาภายใน 2 ปีหลังแต่งงานเวลานั้นโบวี่อ้างว่าเขามีทรัพย์สินมูลค่า 223,000 US$ (ประมาณ4,580,000US$ ในปัจจุบัน)ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็ที่ดินที่มีปัญหาที่กล่าวไว้ข้างต้นโบวี่ยังโกหกเรื่องอายุด้วย เขาบอกใครๆว่าอายุ 30 ทั้งๆที่จริงน่าจะ35ไปแล้ว คู่สมรสสร้างบ้านใน แซนแอนโตนิโอ บนที่ดินซึ่ง เวราเมนดิ ยกให้ใกล้ๆกับโบสถ์ แซน โจเซ ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ในพาเลสของ เวราเมนดิ อาศัยอยู่กับพ่อแม่ของ Ursula ผู้ซึ่งให้เงินทั้งคู่ใช้สอยทั้งคู่มีบุตรสองคน มาเรีย เอฟ (เกิด 20 มีนาคม ค.ศ. 1832) และ เจมส์เวราเมนดิ (เกิด 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1833)

เหมืองที่ แซน ซาบา
ไม่นานหลังจากแต่งงาน โบวี่ก็ใจจดใจจ่อกับเรื่องเล่า เหมืองที่หายไป ลอสอัลมาเกรส ที่ว่ากันว่า อยู่ทางตะวันตกของ แซนแอนโตนิโอใกล้ซากปรักหักพังของ โบสถ์ แซนตาครูส เดอ แซน ซาบาเหมืองทำขึ้นจากชาวอินเดียนแดงท้องถิ่น ก่อนจะถูกยึดโดยทหารสเปนหลังจากที่เม็กซิโกเป็นเอกราชจากสเปน รัฐบาลก็สนใจเหมืองนี้จำนวนของชนเผ่าอินเดียนที่ไม่เป็นมิตร ที่เร่ร่อนในแถบนั่นมีทั้งโคมานเช่ ลิปาน อาปาเช่ และ คารานคาวาโดยปราศจากกองกำลังรัฐบาลที่จะผลักดันชนเผ่าไปที่อ่าวเหมืองไม่มีใครเข้าไป และก็เชื่อกันว่าหลังจากที่ชาวเม็กซิกันย้ายไปลิปัน อาปาเช่ ก็เข้าไปยุดเหมืองหลังจากที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเม็กซิกันให้เข้าไปในดินแดนอินเดียนเพื่อค้นหาเหมืองเงินในตำนานโบวี่ และเรซิน พี่ชายของเขาและอีก 9 คน ก็กำหนดเขตไว้เป็นวงรอบ 6ไมล์(10 กม.) จากเป้าหมายกลุ่มของเขาไม่เจรจากับกลุ่มค้นหาขนาดใหญ่ชาวอินเดียนแดงที่สะกดรอยพวกเขามาพวกเขาเจรจาล้มเหลวและต่อสู่เพื่อเอาชีวิตรอดใน 13 ชั่วโมงถัดมาเมื่ออินเดียนแดงหยุดโจมตี โบวี่อ้างว่าเขาสูญเสียคณะเดินทางเพียงคนเดียวขณะที่ อินเดียนแดง 40 คนถูกฆ่า และอีก30 คนบาดเจ็บ ในเวลาเดียวกัน กลุ่มคนที่เป็นมิตรกับอินเดียนแดงได้ขี่ม้าเข้าเมืองแซนแอนโตนิโอแล้วแจ้งข่าวการปะทะของกลุ่มโบวี่กับอินเดียนแดงซึ่งมีจำนวนมากกว่าถึง 15ต่อ 1 เออซูล่าได้ยินข่าวก็เริ่มใส่ชุดไว้ทุกข์กลุ่มผู้รอดชีวิตกับมาสร้างความประหลาดใจให้ชาวเมืองแซน แอนโตนิโอในวันที่ 6 ธันวาคมโบวี่รายกานสถานการณ์โดยเขียนเป็นภาษาสเปนและได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับซึ่งสร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมากเขาตั้งทีมออกค้นหาเหมืองอีกครั้งด้วยจำนวนคนมากกว่าเดิมโดยกลับมามือเปล่าหลังจากออกไปค้นหาได้สองเดือนครึ่ง โบวี่ไม่เคยพูดคุยถึงการหาประโยชน์ของเขาที่เพิ่มขึ้นด้วยชื่อเสียงของเขากัปตันวิลเลียมวาย เลซี่บอกว่าเวลาแปดเดือนที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารกับโบวี่เขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนที่ไม่เคยใช้คำหยาบคายหรือ หยาบช้า

รุปเหมืองเก่าที่ San saba ที่ความว่าเป็นเหมืองที่ Jim Bowie ค้นหา


Relate