ศูนย์รวมบทความคาวบอย อินเดียนแดง เม็กซิกัน

ตำนาน คาวบอย

ตำนาน คาวบอย โดย Marlboro พฤษภาคม 26, 2008
 


 
....โลกรู้จักคาวบอยผ่านทางแผ่นฟิล์มของฮอลลีวู้ดตั้งแต่สมัยยังเป็นหนังเงียบ....
     เสน่ห์ของคาวบอยอยู่ที่ความเป็นนักสู้ผู้กล้า ทั้งกับธรรมชาติที่เกรี้ยวกราดและความอยุติธรรมที่มนุษย์กดขี่กันเอง คาวบอยจึงเป็นตำนานหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา
     มันเริ่มมาตั้งแต่การอพยพโยกย้ายไปปักหลักตั้งต้นชีวิตใหม่ หลีกไปให้พ้นทางจากการปกครองที่กดขี่ สู่อีกซีกโลกที่อยู่ห่างไกลโลกแห่งเสรีภาพของเสรีชน ซึ่งใฝ่ฝันการปกครองตนเอง
    ทว่าแผ่นดินใหม่นั้นกว้างใหญ่ไพศาลสุดจะพรรณานัก  ธรรมชาติดิบมีให้เห็นรอบด้านทุกสิ่งทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่หมด เริ่มตั้งแต่สัตว์เลี้ยงไว้ใช้งานและเพื่อบริโภค ม้าจำเป็นต้องมีไว้เพื่อการเพาะปลูกและกินเป็นอาหาร
    เมื่อผู้อพยพมาตั้งหลักมีมากขึ้น ม้าก็เริ่มไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงมีการจับม้าป่ามาฝึกไว้ใช้งาน และด้วยเหตุผลเดียวกันก็มีการเพาะเลี้ยงวัวเพื่อการรองรับการบริโภคของผู้ที่นับวันก็จะเพิ่มขึ้นทุกที
 
การเลี้ยงวัวในทุ่งกว้างโดยมีม้าเป็นเครื่องทุ่นแรงในการต้อนไปกินน้ำกินหญ้าและต้อนไปขาย วัวฝูงหนึ่งๆ มีเป็นร้อยๆ ตัว  การต้อนไปขายก็ไม่ใช่วันสองวัน  แต่เป็นหลายสัปดาห์ และยิ่งฝูงใหญ่ก็ยิ่งต้องใช้คนและม้ามากตามไปด้วย
        คนที่กรำอยู่บนหลังม้าครึ่งค่อนวันนานนับสัปดาห์นับเดือน ฝ่าร้อน-หนาว-พายุฝน-พายุลูกเห็บ-พายุหิมะ และทรายดูด (พายุทราย)  ผจญทั้งสัตว์ แมลงมีพิษและสัตว์นักล่านานัปการ  คนพันธุ์นี้ย่อมต้องมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
        พวกเขาต่างมีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เป็นวิธีของพวกเขาเอง  ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายจากหัวจรดเท้า  ซึ่งล้วนมีประโยชน์ในการใช้สอยทั้งสิ้น  แต่เมื่อถูกนำมาปรุงแต่งสร้างเป็นหนัง  ผู้ดูที่ชื่นชอบต่างอยากเป็นคาวบอยบ้าง  แม้เพียงลอกเลียนให้ดูละม้ายคล้ายก็ยังดี...
 
ความมีชื่อเสียงของคาวบอยที่รู้จักกันดี ที่จริงแล้วการก่อกำเนิดพูดได้เต็มปากว่า  ควรเป็นหนี้บุญคุณคนเม็กซิโกที่อยู่ติดกันทางตอนใต้ลงไป  เพราะคนอเมริกันเอาอย่างมาจากแหล่งเดิมของคนเม็กซิกันที่ได้รับความรู้ถ่ายทอดมาจากคนสเปนอีกทีหนึ่ง  คาวบอยอเมริกันเอาแบบอย่างมาแทบจะทุกอย่างตั้งแต่การทำมาหากินด้วยการปศุสัตว์  วิธีการทำงาน  การเรียกชื่อเครื่องมือ เครื่องใช้ การแต่งตัว มีแต่ความลือลั่นของทั้งด้านดี และไม่ดีที่เคียงคู่กันมากับความเติบใหญ่ของอเมริกันเท่านั่นที่พวกเหล่าคาวบอยสร้างขึ้นมาเอง
     อานม้า เครื่องม้าทั้งหลาย บ่วงบาศ สเปอร์ และเครื่องใช้พิเศษจำเพาะ ก็ไม่ได้คิดออกแบบทำเอง ล้วนแต่รับมาจากคนเม็กซิกันที่ใช้อยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำรีโอกรังด์หลายชั่วคนมาแล้ว รวมไปถึงการขี่ม้าไล่ต้อนวัว การขว้างบ่วงบาศ จับม้าจับวัวมาตีตราเป็นของ “นำเข้า” มาจากเม็กซิโกทั้งสิ้น เป็นที่แน่ชัดตามประวัติศาสตร์ว่า ชาวทวีปอเมริกาดั้งเดิมเพิ่งจะพบเป็นและได้รู้จักม้าเป็นครั้งแรก ถ้าเมื่อชาวสเปนเอาเข้ามาขี่ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาหรือดินฟ้าอากาศในยุคน้ำแข็ง ว่ากันว่าทำให้ม้าพื้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์สูญพันธุ์  มีม้าและวัวเพียงไม่กี่ตัวที่มาจากยุโรป  ต่อมาก็ออกลูกหลานกระจายพันธุ์ออกไป  กระจายอยู่ทั่วไปตามทุ่งหญ้ากว้าง  เฉพาะม้าศึกและม้าใช้งานที่ทหารสเปนเข้ามาหนแรกเพียง  15  ตัว  เอกสารบางชิ้นว่า  16  ตัว  และวัวพันธุ์อันดาลูเชี่ยนเขายาวไม่กี่ตัว  มันแพร่พันธุ์เป็นล้านๆ ในช่วงเกือบ  300  ปีต่อมา
 
 เพื่อความเข้าใจถึงความเป็นมาและการแพร่หลายของสัตว์พวกนี้  ต้องย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1591  คนสเปนแห่ไปตั้งรกรากที่นั้นที่ถือว่าเป็นโลกใหม่  บ้างก็อพยพย้ายถิ่นขึ้นเหนือสู่ดินแดนอเมริกา  โดยต้อนฝูงปศุสัตว์ไปด้วย  จนเวลาผ่านไปราว 300 ปี หลังจากคนพวกนี้ย้ายข้ามถิ่นแม่น้ำรีโอกรังด์ขึ้นเหนือมาตั้งรกรากในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาอันเป็นเท็กซัสทุกวันนี้
     ยุคนั้นสัตว์เลี้ยวพวกนี้ไม่ค่อยมีค่า  เพราะไม่รู้จะเอาไปขายให้ใครที่ไหน  เนื่องจากไม่มีตลาด  นานๆ อาจจะมีคนมาเลือกซื้อไว้ใช้งานตัวหรือสองตัว  วัวก็เอาไปทำอาหารบ้าง  ในขณะที่ทั้งม้าและวัวแพร่ลูกหลานออกมามากมายก็เลยกระจัดกระจายในทุ่งโล่ง  เนื่องจากแตกฝูงออกไปก็เลยถูกเรียกว่าเป็นม้าป่า, วัวป่า  แต่แท้จริงแล้วมันก็คือ  ม้าเลี้ยง, วัวเลี้ยง  นั่นเอง
     ม้าป่าพวกนี้แหละที่ชาวอินเดียนแดงจับมาปราบพยศใช้งานและเรียกม้าพวกนี้ว่า “อินเดียนโพนี่” หรือม้าแกลบพวกเจ้าของฝูงสัตว์ในยุคต้นๆ ได้สร้างธรรมเนียมไว้ คือ  การเฉือนหนังม้าและวัว  หรือเอาเหล็กเผาไฟจี้เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของ
    ตอนนั้นในช่วงที่มีความเป็นมาดังกล่าว “ตะวันตกก็ยังไม่เกิด และในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของเท็กซัส  ส่วนมากเป็นเม็กซิกัน จนกระทั่งถึงยุค “มุ่งตะวันตก”  ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1821 นับแต่นั้นนักบุกเบิกเริ่มทยอยเข้ามายังเท็กซัสมากขึ้น  ส่วนใหญ่มาจากทางตะวันออกถิ่นที่ไม่ค่อยมีแม่น้ำลำธารมีทั้งคนเชื้อสายสก็อตและอังกฤษ  เชื้อชาติอื่นๆ และคนอเมริกันในเขตที่ยังเป็นอาณานิคมอังกฤษ
    พอไปเจอทำเลทำไร่ปศุสัตว์ก็จับจองตั้งรกราก และได้เรียนรู้วิชาต่างๆ จากคนเจ้าถิ่นไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปศุสัตว์  การปราบม้าพยศฝึกขับรถม้า และอื่นๆ  และปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คนเหล่านี้มากมายตั้งหลักได้คือ  เหล็กตีตราวัวและม้า  เพราะเจอม้าเจอวัวที่ไม่มีตราก็จับมาตีตราเป็นของตัวเองจนทำให้มีวัวมีม้ามากมายในปศุสัตว์ของตนเอง  แต่เมื่อมีมากก็ย่อมมีภาระมาก และจะขายตลาดก็ไกลในที่สุดก็ปล่อยเลยตามเลยด้วยความท้อแท้เป็นอย่างนี้อยู่หลายปี  จนกระทั่งยุคตลาดซื้อขายวัวเฟื่องฟู....
 


 
แดนปศุสัตว์
          ราวปี 1848 มีชาวอเมริกันกลุ่มใหญ่พากันมุ่งไปแสวงโชคทางตะวันตก ผ่านอิลลินอยส์หุบเขาไอโอว่า บ้างก็ไปถึงโอไฮโอ เลยแนวแม่น้ำมิสซิสซิปปีไปเล็กน้อย เลยจากนั้นไปมีแต่พวกดักสัตว์ อินเดียนแดง พ่อค้าเร่หากินอยู่กับคนแถบนั้น และฝูงม้าป่าที่ร่อนเร่หากินเป็นฝูงขึ้นไปจากเท็กซัสซึ่งเป็นที่ถูกใจพวกอินเดียนแดงที่ชำนาญเรื่องม้า
          ปลายปีนั้นมีข่าวแพร่มาจากฝั่งแปซิฟิกตะวันออกว่ามีผู้พบแร่ทองคำที่ซัตเตอร์มิลล์ทำให้พวกนักแสวงโชคแห่กันไปสู่แคลิฟอร์เนีย คนที่พากันบุกเบิกตั้งรกรากแถบตะวันตกรุ่นแรกๆเหล่านี้เมื่อไปเจอฝูงม้าป่าเข้าตำนานคาวบอยในแดนปศุสัตว์ตอนเหนือจึงเกิดขึ้น
          คนพวกนี้เก่งเรื่องม้าอยู่แล้ว  พอมาเจอฝูงม้าป่าก็คิดจับมาเลี้ยงฝึกให้เชื่องไว้ใช้งานหรือขาย  แล้วไร่ปศุสัตว์ทางตอนเหนือก็เริ่มเกิดค่อยๆ ขยายจนใหญ่โต  การทำไร่ปศุสัตว์แถบเหนือก็ไม่แตกต่างจากแถวตะวันออกเฉียงใต้ของเท็กซัสนัก  เนื่องจากคนรู้งานทางใต้ที่ร่อนเร่ขึ้นไปถ่ายทอดวิชาให้  วันเวลาล่วงไป  ชาวไร่ตอนเหนือและนักบุกเบิกรุ่นหลังๆ ค่อยๆ เคลื่อนย้ายไปทางตะวันตกอย่างช้าๆ ที่ช้าเพราะต้องหลีกเลี่ยง-ผลักดันอินเดียนแดง  และไม่ให้ไกลจากตลาดข้างหลังมากนัก  จนกระทั่งราวปี 1860  ก็มิได้เคลื่อนย้ายคืบหน้าไปอีก
ในเนบราสกา  ซึ่งมีไร่ปศุสัตว์กระจายอยู่ก่อนก็ค่อยๆ ขยายไปทางตะวันตกเช่นกัน  ตามเส้นทางที่เรียกว่า “โอเวอร์แลนด์เทรล” อยู่ห่างจากแม้น้ำมิสซิสซิปปี้ไปทางตะวันตกราว 150 ไมล์
          ลึกเข้าไปทางตะวันตกจากไร่ปศุสัตว์เหล่านี้ไปตามเส้นทางโอเวอร์แลนด์เทรล  ยังมีไร่ปศุสัตว์ของนักบุกเบิกใจกล้าอยู่บ้าง  พวกนี้เป็นพวกไม่กลัวอินเดียนแดง  เลี้ยงวัวขายเนื้อให้แก่คนโดยสารรถม้าที่ผ่านไป-มา  ข่าวคราวใดๆ ที่คนเหล่านี้รับรู้จากคนภายนอกต้องอาศัยจากแผ่นป้ายแจ้งข่าวที่นายไปรษณีย์ตามสถานีรถม้าต่างๆ รายทาง  เช่น  จุลส์เบิร์ก, เด็นเวอร์, ไชแอน, เวอร์จิเนีย  ติดบอกไว้เป็นครั้งคราว  เช่น  “วันนี้ไม่มีถุงเมลล์จากตะวันออก”  นั่นแสดงว่ารถส่งข่าวถูกโจมตีจากเหล่าอินเดียนแดง  และถ้ามีใครผ่านจุดตรงที่ถูกโจมตีก็จะมีการเขียนชื่อคนตาย  วันเดือนปีที่เกิดเหตุ และระบุว่าถูกอินเดียนแดงฆ่า เป็นบรรทัดสุดท้าย
          บางไร่โชคดีที่อยู่ใกล้สถานีรถม้า ข่าวคราวจากโลกภายนอกรับฟังได้ง่ายจากผู้คนที่มุ่งหน้าไปตะวันตก  สถานีรถม้าโดยสารในยุคนั่นตั้งอยู่ห่างกัน 10-15 ไมล์  ทุกสถานีจะเตรียมม้าสำรองไว้ให้รถทุกคันที่แวะจอด  สายดังสายหนึ่งคือ “โพนีเอ็กซเพรส” แล่นจากเมืองเซนต์โจในมิสซูรี่ไปยังเมือง ซิคราเมนโต ในแคลิฟอร์เนีย
          ตามเส้นทางโอเวอร์แลนด์เทรลนี่เองที่ชาวปศุสัตว์ทางตอนเหนืออพยพคืบหน้าสู่บริเวณที่เรียกว่า “แดนปศุสัตว์” ตกถึงปี 1860  มีมากมายที่หยุดตั้งรกรากอยู่แถบริมทางมาถึงช่วงนี้เข้ายุคเริ่มการก่อสร้างทางรถไฟ  แม้จะมีอุปสรรคสงครามกลางเมืองทางรถไฟก็รุดหน้าเริ่มต้นไปเรื่อยๆ สู่แคนซัสและข้ามความกว้างของเนบราสกาไปถึงไวโอมิ่งในปี 1867 อีกสองปีต่อมาก็ทอดความยาวเชื่อมความกว้างของประเทศได้ตลอด  การรังควานจากอินเดียนแดงแทบไม่มีเพราะถูกรัฐบาลปราบต้อนไปอยู่ในนิคม  แม้จะมีบ้างก็น้อยและบางจุดและหมดไปในปี 1867
          เมื่อหมดปัญหาอินเดียนแดงชาวไร่ปศุสัตว์ลืมตาอ้าปากได้   เนื่องจากการต้อนฝูงสัตว์ไปขายก็สะดวกขึ้นและยังมีรถไฟอำนวยความสะดวกเมื่อต้องไปขายไกลๆ อีกด้วย  การต้อนฝูงวัวขึ้นเหนือจากเท็กซัสนี้เริ่มตั้งแต่ปี 1866
 


 
หญ้าฟรีน้ำฟรี
          ที่ดินส่วนหนึ่งในรัฐเท็กซัสทางรัฐได้สงวนไว้ให้เป็นที่ตั้งหน่วยทหาร  นอกนั้นอีกส่วนหนึ่งทั้งในเท็กซัสและรัฐอื่นๆ ได้รับอนุมัติจากรัฐนั้นๆ และรัฐบาลกลางให้ใช้ประโยชน์เพื่อการรถไป และยังมีอีกส่วนที่กั้นไว้ให้เป็นที่สงวนสำหรับอินเดียนแดง
          ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่อุดมด้วยทุ่งหญ้าทั้งในเท็กซัสและเลยพรมแดนออกไปในรัฐอื่นๆ แม้เป็นที่สาธารณะก็ไม่ตัดสิทธิ์คนที่จะเข้าไปถือครองเป็นเจ้าของโดยเป็นเรื่องของรัฐที่จะพิจารณา  นอกนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลกลาง  ส่วนที่เหลือจากการจับจองให้ถือเป็นที่ “ว่าง” ของรัฐให้เป็นที่ดิน “เปิด”  เป็นที่ “สาธารณะ” ใครๆย่อมใช้ประโยชน์ได้ “หญ้าฟรี  น้ำฟรี” หรือเรียกว่า “ทุ่งหญ้าเปิด”
          ใครๆ ที่จะทำไร่เลี้ยงปศุสัตว์ในแถบถิ่นตะวันตกต้องพิถีพิถันในการเลือกทำเล คือ ต้องมีสิ่งกำบังภัยธรรมชาติ และมีแหล่งน้ำหญ้าที่อุดมสมบูรณ์  เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย “ทุ่งหญ้าเปิด” และ “หญ้าฟรีน้ำฟรี” จึงมีข้อห้ามผู้ใดทำรั้วปิดกั้น  ยกเว้นเขตที่ดินของผู้มีกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย  แต่ภายหลังเมื่อถึงยุคที่มีผู้คนอพยพย้ายถิ่นนักบุกเบิกอีกรุ่นได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลให้สิทธิ์จับจองที่ดิน  กฎหมายห้ามและธรรมเนียมที่ว่าด้วยการล้อมรั้วไม่มีแล้ว และกลับส่งเสริมด้วยซ้ำ  เลยกลายเป็นศึก “รั้วลวดหนาม” ย่อยๆถึงเลือดถึงเนื้อกันพักหนึ่ง
 
ศึกทุ่งปศุสัตว์
          เนื่องจากผู้คนย้ายถิ่นอพยพไปหาที่ลงรกรากทางตะวันตกมากขึ้นรัฐบาลจึงได้เปิดทุ่งกว้างทั่วไปจัดสรรให้คนเหล่านี้จับจองทำมาหาเลี้ยงชีพ  ทำให้คนพวกนี้มีที่ดินเป็นของตัวเองมีการล้อมรั่วที่ใครที่มัน
         แต่ไหนแต่ไรมาทุ่งกว้างเป็นทุ่งเปิด ใครจะต้อนฝูงไปทางไหนก็สะดวกไม่มีอะไรกีดขวาง  แต่ตอนนี้ไม่สะดวกแล้วแหล่งน้ำแหล่งหญ้าต้องอ้อมไปไกล  เพราะถูกกั้นด้วยรั้วลวดหนาม  ความไม่พอใจขัดใจคุกกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นความโกรธและเริ่มมีการต่อต้าน  ตัด-พังรั้วลวดหนาม  จนเกิดการปะทะกันบ่อยๆ มีการใช้ปืนถึงเลือดถึงชีวิต
          การปะทะกันของชาวทุ่งปศุสัตว์เกิดขึ้นหนักในช่วงประมาณปี 1887  จนหลายรัฐต้องส่งทหารเข้าแทรกแซง  ความขัดแย้งถึงกับปะทะถึงเลือดถึงเนื้อ
         ความขัดแย้งถึงกับปะทะกันถึงเลือดถึงเนื้อระหว่างชาวลูกทุ่งปศุสัตว์กับชาวไร่หนนั้นยังไม่รุนแรงเท่าเมื่อครั้งชาวไร่ปศุสัตว์ปะทะกันเองเมื่อปี 1892 ในรัฐไวโอมิ่งเรียกกันว่า RUSTLE WAR เหตุเกิดจากปัญหาอาชญากรรมที่เกิดตามมาจากคนหมู่มากตามยุคสมัย คือพวกโจรขโมยม้า-วัว  ถึงกับบาดเจ็บล้มตายกันหลายคน  พวกคาวบอยเข้าร่วมสมทบกับเขาด้วยมากมาย  ทั้งช่วยเพื่อนพ้องและเพื่อตัวเอง  จนรัฐบาลต้องส่งทหารม้ามาหย่าศึก
        เหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้ทำให้เหล่าคาวบอยพากันลงจากหลังม้ามากมาย  โดยเฉพาะครั้งหลังต่างพากันลงจากหลังม้าแทบตลอดกาล
 
คาวบอยเท็กซัส
   คนอเมริกันยุคนี้มีมากมายที่คิดว่าคาวบอยในชีวิตจริงอาจจะโลดโผนน้อยกว่าในนิยายหรือภาพยนตร์  ไม่ว่าจะเรื่องความเป็นอยู่  การทำงานประจำวันทำงานเหงื่อโทรมกายท่ามกลางแสดแดดร้อนตับแล่บ 110 องศาในแอริโซนาหรือหนาวเย็นเสียดกระดูกลบ 40 องศาในมอนทานา
   ถึงอย่างไรก็ดี  ตามตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมากับความเป็นจริงที่ประจักษ์มีหลักฐานเป็นเอกสารมากมาย  ความเพ้อฝันจินตนาการอาจมีเกินเลยไปบ้าง
   ยุคสมัยของตำนานคาวบอยว่าด้วยการต้อนฝูงวัวไปกันเป็นร้อยเป็นพัน  ฝ่าความทุรกันดารไปไกลเป็นอยู่ช่วงเวลาราว 1 ชั่วคนเท่านั้น  คือ  จากปีที่สิ้นสุดสงครามกลางเมือง  เพื่อเปิดตลาดเนื้อวัวทางภาคตะวันออก  เมื่อมีทางรถไฟวางไปถึงแคนซัส  จนถึงกลางทศวรรษ 1880   เมื่อพื้นที่ดินกว้างใหญ่รัฐบาลเปิดให้คนอพยพย้ายถิ่นได้ตั้งหลักแหล่งมีที่ทำกินมีรั้วลวดหนามกั้น เป็นอันสิ้นสุดการเลี้ยงวัวเลี้ยงม้าแบบปล่อยทุ่ง
   ข้อมูลจากประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาเริ่มมีการสร้างทางรถไฟกันก่อนปี 1855 แล้ว  เพราะในปีนั้นวันที่ 21 เมษายน มีรถไฟขบวนแรกแล่นข้ามแม่น้ำมิสซิสซิปปี้  ที่ย่านเมืองร็อคไอส์แลนด์  รัฐฮิลลินอยส์  เชื่อมกับฟากตรงข้ามที่ย่านเมื่อง ดาเวนพอร์ท  รัฐไอโอวา
   ส่วนทางรถไฟข้ามทวีปจากตะวันออกไปสู่ตะวันตก  สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1869 ในวันที่ 10 พฤษภาคม  มีการตอกหมูดทองไว้ที่เมืองโพรมอนทอรี่  รัฐยูทาห์  เป็นที่หมายว่าที่นี่คือ  สถานีชุมทางรถไฟสายเซ็นทรับแปซิฟิกและยูเนี่ยนแปซิฟิก  ที่แล่นข้ามประเทศ
   ต้นกำเนิดคาวบอยจริงๆ มิได้เกิดขึ้นในสมัยการต้อนวัว ซึ่งตามหลักฐานที่ได้ระบุว่าจำนวนคาวบอยที่ต้อนวัวขึ้นเหนือมีไม่เกิน 4 หมื่นคน
   ต้นกำเนิดคาวบอยอเมริกันจริงๆ นั้น เกิดในเท็กซัสเป็นจุดแรกในช่วงปีทศวรรษ 1850 เมื่อนักบุกเบิกรุ่นแรกๆ บางคนจับวัวที่เร่หากินเป็นฝูงๆ มาเลี้ยงและฆ่าเอาเนื้อป้อนตลาด  แต่ต้องผิดหวัง เพราะตลาดไม่ค่อยมี
   ถึงอย่างไรก็ดี ว่ากันว่าถ้าไม่มีวัวพวก “ลองฮอร์น”  พวกคาวบอยก็คงไม่ได้เกิดเช่นเดียวกันกับตำนานการต้อนวัวตลอดจนเพลงคาวบอยที่เขาร้องกล่อมวัวตอนกลางคืน
   “ลองฮอร์น”  เท็กซัสทั้งน่าดูและน่ากลัว  ตัวใหญ่ทึบ เขายาวแผ่กางออก ปลายเขาแหลมราว 6 ฟุต  ตัวที่เคยทำประวัติการณ์ไว้คือเขายาว 8 ฟุต  จัดว่าเป็นวัวที่ดุร้ายชนิดหนึ่ง
   คนเท็กซัสทั้งคนพื้นเมืองและอพยพย้ายถิ่น  แต่ไหนแต่ไรมาในเท็กซัสไม่เคยมีใครเลี้ยงวัวกันเป็นฝูงจำนวนมากๆ ทั้งไม่รู้จักการเลี้ยงการต้อนบนหลังม้า
   จนกระทั่งได้ที่พึ่งพาอาศัยเพื่อนบ้านเป็นครูทั้งเม็กซิกัน  ที่ถูกสเปนปกครองจนพูดภาษาสเปนหมดแล้ว  พวกนี้เป็นเผ่าพันธุ์เดียวในยุคนั้นก็ว่าได้ที่เป็นนักเลงม้าอาชีพเขาเรียกตัวเองว่า “วาคีโรส์”
   จากความช่ำชองของคนอเมริกันทำให้คาวบอยเท็กซัสได้เรียนรู้วิธีควบม้าฝ่าเข้าในฝูงวัว  เรียนรู้วิธีขว้างบ่วงบาศจับวัว
   คำภาษาสเปนที่คนเม็กซิกันใช้กันอยู่ในวงการปศุสัตว์พวกคาวบอยก็เอามาใช้มากมายหลายคำ  เช่น
      วาคีโรส์      เพี้ยนเป็น   บัดทรู
      แรนโช       เพี้ยนเป็น   แรนช์  
   กางเกงหนังชั้นนอกคาวบอยเม็กซิกันเรียก  ซาปาเรโฮส    เพี้ยนเป็น  แช็ปส์
   เชือกบ่วงบาศ   ลาลีอาดา    กลายเป็น  ลาเรียต
   บรองโคบาโย  (ม้าพยศ)  กลายเป็น  บรองค์
   สำหรับเหล่าคาวบอยว่ากันว่าไม่มีอะไรท้าทายและหนักหนาสาหัสเท่ากับภาระ  งานการต้อนฝูงวัวไปไกลๆ มันเหมือนการผจญภัยครั้งใหญ่ฝูงวัวเป็นร้อยเป็นพัน  เดินทางไกลกว่า 1,000-2,000 ไมล์  มีความอันตรายความลำบากมากมาย  ค่าแรงก็ได้คนละ 25-30 ดอลลาห์ต่อเดือน
   พอจะมีตัวอย่างให้เห็นถึงภาระหนักหนาสาหัส และความยากลำบากของคาวบอยรายหนึ่งนาม  เบย์ลิส  เพลทเชอร์  เขียนเล่าไว้ในสมุดบันทึกประจำวันเมื่อคราวต้อนวัวหนแรก  มีฝูงวัวราว 2,500 ตัวจากเมือง  คอร์พุสตีไปด็อดจ์ซิตี้ตามเส้นทาง “ชิสโฮลัม เทรล”
   ในบันทึกเล่าว่าความยุ่งยากวุ่นวายเกิดขึ้นในวันที่สองขณะต้อนวัวผ่านเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง  วัวเกิดวิ่งเตลิดเหตุเพราะหญิงชราคนหนึ่งถอดหมวกผ้าสีแดงโบกไล่วัวมิให้เข้าไปย่ำแปลงกุหลาบของแก่ “...เจ้าพวกนั้นมันทำตามคำแนะนำของแกอย่างเอาจริงเอาจัง…”  คาวบอยหนุ่มเขียนไว้อย่างนั้น  มันวิ่งพล่านไปทั้งเมือง  กว่าจะต้อนรวมฝูงได้ก็เหงื่อโทรมเสียเวลาไปชั่วโมงกว่า
   แล้วอีก 2-3 คืนต่อมามีโจรลักวัวเข้ามาขณะนอนพักแรม มันพากันวิ่งเตลิดราวกับพายุ  นายกองหรือหัวหน้าคุมฝูงต้องระดมกำลังคาวบอยทุกคนไม่เว้น  แม้แต่คนครัว  ออกติดตามกันทั้งคืน จนรุ่งเช้ายังไม่พบกว่าร้อยตัว
   คาวบอยทุกคนรู้กันดีว่าถ้ามีอะไรทำให้มันแตกตื่นวิ่งกันอีกหนหนึ่งละก็มันจะเกิดขึ้นให้เหนื่อยเหงื่อตกไม่วันนี้ก็วันพรุ่ง  เฟลทเชอร์เล่าว่า  คืนหนึ่ง  “สวรรค์เปิด”  ฝนเทลงมามีลูกเห็บขนาดเท่าไข่นกกระทา  ฝูงวัวแตกตื่นวิ่งเตลิด  บางทีอยู่ดีๆ มันก็เพริดทั้งที่ไม่มีเหตุอะไร  คนซวยก็พวกคาวบอยต้อนวัวตามเคย
   วัวแต่ละฝูงจะมีจำนวนแตกต่างกันไม่ตามขนาดของไร่  ถ้าเป็นจำนวนมากฝูงใหญ่ก็จะมีคาวบอยต้อนวัว  8-12  คนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและการสั่งการของ “นายกอง”  ผู้เป็นหัวหน้าคุมฝูง  คนนี้เงินเดือนจะแพงที่สุดไม่ต่ำกว่า  125  ดอลลาร์  ยุคนั้นใครได้เงินเดือนขนาดนี้จัดว่ายอดแล้ว  และคนนี้ต้องเป็นคนมีความเก่งกล้าสามารถพอตัว  พอที่จะทำให้คาวบอยลูกเมื่อยำเกรงในฝีมือ และเวลาเรียกขานเขาใช้คำยกย่องว่า “MISTER”
   งานชิ้นแรกของคาวบอยที่ผ่านการเลือกเฟ้นแล้วคือ  การไล่จับวัวมาตีตรา  เนื่องจากวัวเป็นพันๆ ที่หากินอยู่ในทุ่งกว้างอาจมีวัวที่ตีตรารูปแบบต่างๆ ปนอยู่หลายเจ้าของ  เมื่อถึงคราวต้องต้อนไปขายเดินทางไกลจำเป็นต้องตีตราใหม่เหมือนกัน  เพราะวัวที่ต้อนไปขายมิใช่มีเพียงฝูงเดียว  แต่ละเส้นทางอาจมีเป็นสิบๆ ร้อยๆ เจ้าระหว่างทางอาจจะปนเปกันหรือวิ่งเตลิดเข้าไปในฝูงอื่น
   การไล่ต้อนแยกวัวของตนออกจากฝูงอื่น  ไล่ต้อนเข้าซองจัดการตีตราและต้องรีบเร่งให้ทันกำหนดเดินทาง  เรียกว่า “ROAD-BRANDING”
   พอได้เวลาเคลื่อนขบวนซึ่งต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่จัดแจงต้อนฝูงวัวกับม้าสำรองเข้ารูปขบวน  การต้อนวัวไปทางไกลเขาเรียก “LONG DRIVER” คนร่วมขบวนเรียก “TRIAL DRIVER”
   พวกคาวบอยจะขี่ม้าขนาบสองข้าง  ตามหลังกันห่างพอสมควร  คอยระวังมิให้ขบวนแตก  ตัวนายกองจะขี่ม้าล่วงหน้าไปก่อนเพื่อเสาะหาทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำถัดมาข้างหลังราว 100 ตัว เป็นผู้มีประสบการณ์ต้อนวัวที่สุด 2 คนนี้ คือคนนำทางมีหน้าที่นำไปทางสะดวกและไม่หลงทาง  นอกนั้นยังมีอีก 2-3 คน มีหน้าที่คอยไล่ต้อนวัวดื้อให้เข้ากลุ่ม  คนที่แย่ที่สุดคือคนระวังหลังอย่างน้อย 2-3 คน  ซึ่งต้องคอยจัดการกับวัวเจ็บ และวัวดื้อ  วัวขี้เกียจให้เข้ากลุ่มและที่แย่ที่สุดคือต้องกินฝุ่นทั้งวัน  จนพวกคาวบอยด้วยกันนินทาว่าถ้าใครอยากเรียนรู้หรือฟังคำสบถคำเด็ดๆ ต้องฟังจากพวกนี้
   ห่างจากขบวนฝูงวัวไปเล็กน้อยคือ ฝูงม้าสำรอง  ที่มีคาวบอย 2-3 คนคุมอยู่  กลางวันต้อนขนานไปกับฝูงวัวกลางคืน  ก็ดูแลให้กินหญ้ากินน้ำ
   ภาระของคาวบอยแม้จะแสนหนักหนาสาหัสก็ต้องทนนี้เป็นข้อความของคาวบอย นามว่า  จอร์  ดัฟฟิลด์  เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1866
   “...เกวียนของเราพลิกคว่ำตอนลุยข้ามแม่น้ำ  เครื่องครัวหายไปหลายชิ้น  ต้องแกร่วอยู่บนหลังม้าทั้งคืน  ฝนตกหนักทั้งคืน  มีดก็หาย ในนี้เพื่อนคนหนึ่ง (มิสเตอร์คาร์)  จมน้ำตาย  อีกหลายคนรอดตายหวุดหวิด  รวมทั้งผมด้วย  หลายคนป่วยม้าตื่นแตกฝูง  หลายคนไม่ยอมทำอะไรเพราะทำไม่ไหว  เป็นคืนแสนสาหัสนักไม่มีอะไรใส่ท้องเป็นเวลาราว 60 ชั่วโมงแล้ว  แสนเหนื่อย  พวกอินเดียนแดงกวนใจมาก  โอ...มันเป็นค่ำคืนที่สาหัสอะไรอย่างนี้  ฟ้าร้อง  ฟ้าผ่าทั้งคืน – เราตามฝูงวัวไปทั้งคืน  ปล่อยให้มันเดินไปเรื่อยๆ ทั้งวัน  เราะช่วยกันฉุดขึ้น  จากหล่มโคลน   เหนื่อยยากกันร่วมครึ่งวัน- วันๆ ช่างร้ายกาจอะไรเช่นนี้  วันนี้พอมีกินมีแต่ขนมปังกับกาแฟ  เราหยิบยื่นแบ่งกันกินบ่นกันไป  สบถกันไป  อะไรๆมันชุ่มโชกไปหมด  หนาวสั่นท้อแท้-  หลังแข็งตึงเปรี้ยะจนเป็นไข้ปวดหัวแทบแตก  แมลงวันชุมไม่เคยพบเห็นที่ไหน  อากาศร้อนเหลือร้าย – วันนี้พวกอินเดียนแดงแห่กันมากวนใจอีกแล้ว – พวกเราคนหนึ่งล้มนอนแซ่วเพราะเมา  อีกคนเป็นไข้ - วันนี้พบโครงกระดูกโครงหนึ่งกลางทุ่งหญ้า...”  
 
ขบวนต้อนวัว
          พอไปถึงจุดหมายปลายทางนั่นแหละค่อยหายเหนื่อยเละได้รับทรัพย์  ตอนนั้นขายวัวกันตามน้ำหนักแล้วไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ขายเป็นรายหัว  การเดินทางจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบจะได้กินหญ้าเต็มอิ่มและพักสบาย  เรียกว่าขุนไปตลอดทางยิ่งอ้วนเท่าไหร่น้ำหนักยิ่งดี
          แต่ช่วง 2-3 วันแรก  นายกองต้องสั่งการให้ไปไวๆ เพื่อให้วัวมันพ้นๆ ไปจากถิ่นฐานเดิมโดยเร็วที่สุด  เพราะพอถูกต้อนออกจากถิ่นที่เคยอยู่ทำให้มันสับสน  มันก็มักจะคิดถึงบ้านเหมือนคนดีไม่ดีเกิดดื้อไม่ยอมไป  พากันแตกฝูงตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง  วิ่งกันพล่านและกลับบ้านท่าเดียว
          ความมุ่งหมายของนายกองที่สั่งให้ไปไวๆ ในช่วง 2-3 วันแรกคือ  ไล่ต้อนให้มันวิ่งกันจนเหนื่อย  พอตกค่ำมันจะได้นอนพักง่ายๆ  แล้วก็ลุกขึ้นเดินทางต่อแต่ไก่โห่ขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ผ่านทุ่งหญ้าให้มันเดินกินตามสบาย  กว่าจะเที่ยงก็ไม่ได้อย่างน้อย 5-6 ไมล์แล้ว  ก่อนเที่ยงหัวหน้าฝูงจะควบม้าลิ่วๆ ล่วงหน้าไปก่อน  มองหาทุ่งหญ้ามีน้ำดี  สำหรับมื้อกลางวันของมันให้กินกันอิ่มหมีพีมัน
          ช่วงที่น่าตื่นเต้นระทึกไปตามๆ กัน คือ ตอนที่ผ่านเข้าเขตอินเดียนแดงต้องพยายามต้อนวัวไปกันอย่างสงบเสงี่ยม  บางทีเจ้าของถิ่นจะแห่กันมาเรียกร้องค่าผ่านทาง  การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องของนายกอง  จนกว่าแกจะชูสองแขนขึ้นกางออกเฉียงๆ เป็นภาษาสากลมีความหมายว่าให้คัดไปได้เลยหนึ่งตัว
          พอตกเย็นเมื่อดวงตะวันใกล้จะลับเหลี่ยมเขาจวนจะได้เวลาพักแรม  นายกองก็มีภาระต้องหาที่ทางตามเคย  แล้วนายกองจะเอาหมวกโบกเหนือหัวช้าๆ เป็นสัญญาณสั่งให้ต้อนวัวออกนอกแนวทางไปยังที่นอนพักแรมคืนที่แกได้เลือกไว้แล้ว  ถ้ามันอิ่มหมีพีมันดีก็จะทยอยกันล้มตัวลงนอนทีละตัวสองตัว  การจัดที่ทางให้มันนอนก็ค่อนข้างจะเป็นงานจุกจิก และมีหลักเกณฑ์ของพวกคาวบอยต้อนวัวพอสมควร  ต้องพยายามอย่าให้มันนอนชิดกัน และอย่าให้กระจัดกระจายกันมากนัก  เขาจะใช้ประตักทิ่มๆดันๆ ให้มันเปลี่ยนที่นอน
         คาวบอยทุกคนต้องมีหน้าที่เข้ากะอยู่เวรยามกลางคืน  ยกเว้นพวกคนครัวและคนดูแลม้า  เข้ากะละ 2 คน  ประจำจุดตรงข้ามกันห่างจากที่มันนอนอย่างน้อย 40-50 ก้าว  จะได้ไม่ทำเสียงรบกวนเวลาพักผ่อนของมันแล้วยังต้องร้องเพลงขับกล่อมมันด้วย  เขาว่ากันว่าเสียงเพลงขับกล่อมจะทำให้มันหลับง่ายหลับสบาย
         คนที่มีหน้าที่ต้องอยู่เวรยามต้องรู้หน้าที่ตัวเองดี  น้อยคนที่จะตื่นไม่ทัน  เวลานอนเขาจะนอนเอาหูแนบพื้นจะได้ยินเสียงฝีเท้าม้าของคนที่อยู่ยามกะก่อนเมื่อผละจากฝูง
   กล่าวถึงลำนำคาวบอยสักนิด  ลำนำคาวบอยกล่อมวัวส่วนมากไม่มีเนื้อทำนองอะไรก็ได้  เป็นเพียงทำนองวังเวง เสียงทุ้มๆ ทอดเสียงช้าๆ
         ส่วนลำนำแก้เหงาของคาวบอยต้อนวัวแตกต่างออกไป  มักต้นกลอนสดบรรยายถึงความละเหี่ยเศร้าสร้อย  ความยากลำบากของชีวิตคาวบอย  พอดันเนื้อไม่ออกก็มักจะกระทุ้งด้วยสร้อยอย่างเพลงหนึ่งที่ชอบร้องกันและจำต่อเนื่องกันมาคือเพลง  “The Old Chisholm Trail” มีเนื้อร้องดังนี้  บางทีใช้กล่อมวัวพอได้
   I’m up in the mornin’ afore daylight
   And afore I sleep the moon shine bright.
   Come a ki-yi-yippe yay…
   No chaps and no slicker and it’s pouring down rain
   And I swear, by God, that I’ll never ride again.
   Come a ki-yi-yippe yay…
   I went to the boss to draw my roll.
   He had it figured out I was nine dollars in the hole.
   Come a ki-yi-yippe yay…
   I’ll sell my horse and I’ll sell my saddle,
   You can go to hell with your longhorn cattle.
                     Come a ki-yi-yippe yay…
 



 

Relate