ศูนย์รวมบทความคาวบอย อินเดียนแดง เม็กซิกัน

ที่มาของ Buckskin Shirts เสื้อหนังกวาง

ที่มาของ Buckskin Shirts เสื้อหนังกวาง

โพสต์โดย lonesome__dove เมื่อ 11 เมษายน 2552

หลายคนคงเห็นว่าเครื่องแต่งกายอินเดียนแดงหรือชาวอเมริกันพื้นเมืองที่เราเห็นจากภาพยนต์หรือที่ชุมชนคาวบอยอินเดียนบางคนใส่กันนั้น มีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะชุดหนังที่จะมีการตกแต่งด้วยหนังที่ขลิบเป็นเส้นเล็กๆ สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ชุดอเมริกันพื้นเมืองยุคร้อยกว่าปีก่อนที่มีคนเก็บสะสมไว้ ชุดพวกนี้ส่วนใหญ่ทำด้วยหนังกวาง



https://dc232.4shared.com/img/I-Nc1tVWba/s3/149457f0e38/566-02.jpg">

แต่กว่าที่มันจะพัฒนามาเป็นรุปแบบอย่างที่เห็นนี้ มันก็ใช้เวลามากกว่าร้อยปี และจริงๆ แล้ว มันไม่ได้เป็นศิลปพื้นเมืองของชาวอินเดียนแดงดั้งเดิม แต่เป็นสิ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งผิวขาวอีกเช่นกัน

ผมลองไปอ่านประัวัติความเป็นมาของวัฒนธรรมอินเดียนจากหลายแห่ง จึงทราบว่า ก่อนที่จะมีพวกยุโรปเข้าไปในอเมริกา พวกชาวพื้นเมืองอเมริกันยังไม่รู้จักทำเสื้อผ้าที่ทอจากเส้นด้าย แต่ใช้หนังสัตว์ทำเครื่องนุ่งห่ม โดยปกปิดร่างกายน้อยมาก พวกผู้ชายมีเพียงหนังกวาง(buckskin)แผ่นบางยาวผืนเดียวทำผ้าเตี่ยว โดยคาดจากด้านหน้าท้องปิดอวัยวะเพศและก้น พาดไปถึงเอ็วด้านหลัง รัดด้วยเชือก ปล่อยชายห้อยด้านหน้าและหลังประมาณต้นขาหรือกลางขา พวกเขาเรียกว่า บรีชคลาวต์ส (Breechclouts) และมีรองเท้าม็อกคาซินอีกคู่หนึ่งเท่านั้น ดูแล้วเป็นลักษณะของคนป่านั่นเอง (http://www.gareneker.com/a_na1.shtml)

ผ้าเตี่ยวแบบดั้งเดิมแต่ทำจากหนังกวางเนื่องจากนุ่มกว่าหนังสัตว์อื่นๆ



รูปวาดในยุคแรกๆ ประมาณปี ค.ศ. 1500 ที่ชาวผิวขาวเริ่มไปติดต่อซื้อขา่ยกับพวกอเมริกันพื้นเมือง จะเห็นว่าผู้ชายที่ไม่มีตำแหน่งระดับหัวหน้าเผ่ายังเปลือยกายอยู่



ภาพวาดพวกอินเดียนแดงยุคคนขาวเข้าไปเห็นใหม่ๆ ที่ใส่ผ้าเตี่ยวหรือ Breechclouts ในแถบทะเลทราย



พวกสตรีนุ่งกระโปรงสั้นหรือสเกิ๊ตสั้นเหนือเข่าที่ทำจากหนังกวางเช่นกัน ในหน้าหนาวก็จะเพิ่มอีกนิดหน่อย เช่น หนังสัตว์เย็บเป็นถุงขา(leggings) และเสื้อแบบไม่ผ่าอก ส่วนผู้หญิงก็จะมีถุงขาและเสื้อแบบพอนโช(poncho) คือใช้หนังทั้งแผ่นมาเจาะรูตรงกลางสรวมใส่ทางศรีษะลงมาคลุมร่าง

ถุงขา(leggings จะเรียกว่ากางเกงก็คงไม่ได้)แบบต่างๆ







รูปสาวอินเดียนแดงแถบวิชิต้า ถ่ายประมาณปี 1870 โดย William S. Soule



เมื่อมีพวกสอนศาสนาจากยุโรปเข้าไปเผยแพร่วัฒนธรรม พวกบาทหลวงสอนให้พวกพื้นเมืองรู้จักใส่เสื้อผ้าใ้ห้มิดชิิด โดยสอนให้เชื่อว่า การแต่งกายแทบจะเปลือยเป็นสิ่งผิดที่จะถูกพระเจ้าสาปแช่ง ดังนั้น พวกผู้ชายจึงเริ่มใส่ถุงขาและผ้าเตี่ยวเป็นประจำ พวกผู้หญิงก็ใส่เสื้อที่ทำจากผ้าเส้นด้ายหรือใยเป็นประจำ โดยได้จากการแลกของกับผ้าของชาวยุโรป

ยิ่งนานเข้า ความเชื่อว่าต้องใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกายจึงจะได้รับการโปรดปรานโดยพระเจ้าก็ฝังลึก หลังปี 1750 พวกอินเดียนแดงแถบตะวันออกที่ติดต่อกับพวกยุโรปก่อน ก็พัฒนาเสื้อผ้าของตนโดยใช้ผ้าฝ้ายตามแบบพวกยุโรป พวกเชโรกีถึงกับเรียนรู้ในการปลูกฝ้ายและทอผ้าลินินเพื่อทำเสื้อผ้าด้วยตัวเอง

ในช่วงนั้น พวกอเิมริกันพื้นเมืองแถบตะวันตกยังคงใช้หนังกวางทำเครื่องแต่'กายอยู่ แต่ก็ปรับถุงขา ผ้าถุง เสื้อ ให้ยาวหุ้มกายมากขึ้น เช่น ผู้หญิงนุ่งสเกิ๊ตยาวลงต่ำกว่าเข่า และถุงน่องก็ยาวขึ้น จนกระทั่งวัฒนธรรมยุโรปกดดันเข้าไปมากขึ้น หลังปี 1870 จึงเริ่มใช้เครื่องแต่งกายที่ทำจากผ้า

เสื้อเชิตของพวกชาวพื้นเมืองอเมริกันในที่ราบตะวันตกยุคต้น(ก่อนอิทธิพลยุโรปเข้าถึง)
ลักษณะของเสื้อของชาวพื้นเมืองอเมริกันในที่ราบตะวันตกยุคต้น คือก่อนที่พวกยุโรปจะเข้าไปถึง จนถึงประมาณปี 1870 กว่าๆ จะเป็นเสื้อเชิตหนังกวาง(buckskin shirt)ที่คล้ายกับชาวพื้นเมืองอเมริกันในที่ราบทางเหนือ กลาง และใต้ พวกที่อยู่ในที่ราบแคนาดาก็คล้ายกับอเมริกันทางเหนือ ลักษณะแตกต่างที่สำคัญคือรูปแบบของคอเสื้อ และการตกแต่งด้วยหนังที่ตัดเป็นเส้นเล็กๆ (fringe) ที่ใหล่หรือไม่แต่งเลย



เสื้อเชิตหนังกวาง ยุคต้นในที่ราบภาคกลางของแดนตะวันตก ซึ่งนิยมสรวมโดยพวกอินเดียนแดงเผ่า Tsis tsis tas หรือ ไชแอน(Cheyenne) พวกลาโกตา(ซู) ทางใต้ (southern division of Lakota (Sioux)) พวก โชโชน อูเต ไปอูเต



การตัดหนังเป็นเส้นเล็กห้อยเป็นพู่ประดับนี้ นอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว ยังช่วยให้บริเวณอกอุ่นขึ้นในหน้าหนาว และเส้นเล็กๆ นี้จะเป็นตัวดูดน้ำจากผืนหนังและกระจายให้ระเหยไปในอากาศได้ดีขึ้น ทำให้หนังแห้งร็ว
พวกเขาเย็บเสื้อโดยตัดเย็บตามรูปผืนหนังเดิมที่ได้มาโดยมีการตัดขอบน้อยมาก บริเวณแถบหน้าอกและหลังนิยมกรีดให้เป็นเส้นเล็ก ยาวมประมาณ 1.5 นิ้ว หรือ 3.5 ซ.ม. หนังที่ใช้ทำแขนเสื้อไม่นิยมตัดขอบและไม่ใส่ฟู่หรือ fringed ใต้แขน ที่ใหล่และด้านล่างของแขนเสื้อไปทางข้อมือประมาณ 4 นิ้วจะเย็บด้วยตะเข็บละเอียดมาก แขนเสื้อส่วนมากจะสั้นกว่าแขนเสื้อแบบพวกยูโร-อเมริกันใช้กัน คือยาวลงมาประมาณ 3 ใน 4 ของระยะจากข้อศอกถึงข้อมือ

การเย็บเสื้อบั๊กสกินที่แท้มักอ้างว่าต้องเย็บด้วยมือเท่านั้น



หน้งชิ้นหน้าและหลังของเสื้อจะถูกผูก(thronging)เป็นจุดๆ เข้าด้วยกันด้วยหนังกวางเส้นเล็กๆ ยาวประมาณเส้นละ 6 นิ้ว หนังชิ้นหน้าและหลังด้านล่างของเสื้อทั้งข้างซ้ายขวาตั้งแต่ตะโพกลงไปจะปล่อยไว้ไม่ผูกติดกัน เพื่อให้เคลื่อนไหวได้สะดวกเวลาทำงานหรือขี่ม้า เสื้อสำหรับใส่ไปงานสังคมมีลักษณะเดียวกัน แต่ไม่เย็บด้านข้าง บางทีก็มีชนิดที่ยาวกว่า ส่วนมากเชิตหนังกวางจะยาวประมาณต้นขา ปกเสื้อจะใช้แผ่นหนังเย็บติดกับคอด้วยตะเข็บที่ใหญ่กว่า

สีของเสื้อหนังกวางส่วนใหญ่คือสีควันไฟ ซึ่งเกิดจากการเอาหนังไปรมควัน พวกอินเดียน Blackfeet จะรมควันหนังค่อนข้างมากกว่าเผ่าอื่น เสื้อสำหรับงานพิธีจะรมควันค่อนข้างน้อย จากนั้นแต่งด้วยสารชนิดหนึ่งเพื่อให้มีสีคล้ายสีขาว

น่าเสียดาย หลังจากปี 1870 ชาวพื้นเมืองอเมริกันต้องพึ่งพาเสื้อผ้าที่ทอจากด้ายและเส้นใยอื่นจากรัฐบาลยูโร-อเมริกัน เนื่องจากถูกกักกันให้อยู่ในที่สงวน พวกเขาจึงไม่สามารถหาหนังและสีเปลือกไม้มาย้อมหนังเพื่อทำเสื้อผ้าได้ ในรูปนี้เป็นเด็กชายและหญิงเผ่าเชโรกี ในค่ายกักกันรัฐคาโรไลน่าเหนือ ถ่ายในปี 1939













พวกพรานล่าสัตว์หรือคนภูเขา และพวกท่องเที่ยวหรือทำมาหากินแถบชายแดนตะวันตก ต่างก็รับเอารูปแบบเสื้อหนังกวางของพวกอเมริกันเพื้นเมืองไปใช้เหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่มักต้องทำเสื้อผ้าจากหนังสัตว์เอง ซึ่งมีรูปแบบพัฒนาไปใกล้กับเสื้อผ้าจากแถบยุโรปมากขึ้น

เนื่องจากรูป แบบเสื้อหนังกวางมีเอกลักษณ์ของความป่าเถื่อนที่แฝงความเก๋งดงามและสง่าแปลก ตา ต่อมาจึงได้รับความนิยมแพร่สู่คนเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ หรือทหารที่ต้องไปรบหรือลาดตระเวณตามชายแดน แม้กระทั่งนายพล คัสเตอร์ นักสู้อินเดียนแดงผู้โด่งดังก็นิยมแต่งชุดหนังกวางเพื่อให้ตัวเองมี เอกลักษณ์ของนักสู้ในดินแดนตะวันตก

พรานล่าสัตว์แลtนักแสดงที่มีชื่อ เสียงแถบตะวันตก อย่างเช่น Buffalo Bill, Annie Oakley, Sitting Bull หัวหน้าอินเดียนแดงผู้สังหารคัสเตอร์ได้ เมื่ออยู่ในการแสดง Wild West Show ต่างก็นิยมใส่ชุดหนังกวางที่มีฟู่ประดับเช่นกัน









เครื่องแต่งกายของหญิงชาวพื้นเมืองอเมริกัน ก้มีวิวัฒนาการไปต่างๆ กัน ดังนี้









รูปแบบชุดหนังกวางผู้หญิงแบบอื่นๆ









นอกจากชุดปกติแล้ว ปัจจุบันยังมีชุดเข้าพิธีเต้นรำพาววาวสำหรับผู้หญิงอีกด้วย โดยฟู่แขนจะยาวเป็นพิเศษเพราะไม่ห่วงจะเกะกะเวลาทำงาน มีรูปทรงส่วนแขนต่างกันระหว่างอินเดียนแถบที่ราบอเมริกาทางเหนือและทางใต้ ดังรูป

และอย่าลืมว่า ของแท้ต้องทำด้วยหนังกวาง เย็บมือ เท่านั้น เขาว่างั้น







ฝรั่งเขาสนใจศึกษาและพยายามเก็บหลักฐานทั้งภาพวาดและภาพถ่าย น่าชื่นชม แต่จะบิดเบือนอย่างไรเราไม่ทราบ

รูปสวยๆ ต่อไปนี้ แสดงให้เห็นอิทธิพลของเชิ๊ตหนังกวาง ที่พวกพรานภูเขาผิวขาว (Mountain Man) รับเอาไปเป็นเครื่องแต่งกายของตน เป็นภาพของจิตรกร 2 คน คือ
Alfred Jacob Miller กับ Sir William Drummond Stewart ที่ออกเดินทางไปตามภูเขาเพื่อวาดภาพชีิวิตคนขาวยุคบุกเบิก ในปี 1837 เรียกว่า 1837 Rendezvous หรือ "การนัดพบปี 1837" ชื่อบุคคลในรูปอยู่ที่ชื่อไฟล์ภาพ

เสื้อผ้าของพวกนี้ พัฒนามาเป็น Fringed Jacket ในปัจจุบัน









Relate