ศูนย์รวมบทความคาวบอย อินเดียนแดง เม็กซิกัน

Billy The Kid บิลลี่ เดอะ คิด ตอน 1



บนถนนสู่ ฟอร์ด ซัมเนอร์ ชายหนุ่มเนื้อตัวกรำฝุ่นสามคนกำลังควบม้าเคียงกัน เป้าหมายคือการเข้าไปหาความเจริญ เสี่ยงโชค หางานทำ ลงหลักปักฐาน สุดแท้แต่โชคจะช่วยมากน้อย ถ้าโชคไม่ดี ก็ย้ายไปเมืองอื่น ลูกผู้ชายตะวันตกทั้งสามมั่นใจตัวเองเพราะปืนที่แนบข้างเอว มั่นใจในความไวที่จะต้อง เร็วกว่าคนอื่น และไม่ใช้มันผิดกฎหมาย

พวกเขาเทียบม้าหน้าภัตตาคารแห่งเดียวของเมือง ชายหนุ่มร่างสูง แพ็ต การ์เร็ต (แพตทริค ฟลอย การ์เร็ต) หันไปหารือกับเพื่อน “เราจะเทกระเป๋ารวมกันกินซักมื้อ หรือจะเดินทางกันต่อ” ทั้งสอง ควักเศษเงินมารวมกับแพ็ต รวมกันแล้ว มันไม่พอเป็นค่าอาหารในภัตตาคารสุดหรูนี้แน่ๆ ทั้งสามจึงไปซื้อ แฮม ถั่ว และขนมปัง ที่ร้านชำใกล้ๆแทน แล้วควบม้าเหยาะไปกินอาหารมื้อนี้กันใต้พุ่มไม้กลางทุ่งราบใกล้ๆตัวเมือง หลังจากพออิ่มไปหนึ่งมือ แล้วนอนเอนกายคุยกัน แพ็ต ตัดสินใจจะอยู่ฟอร์ด ซัมเทอร์ซักพัก อีก 2 หนุ่ม เห็นว่าเมืองนี้เล็กไปสำหรับพวกเขา “ดูแลตัวเองด้วยนะแพ็ต” เพื่อนคนหนึ่ง ตบบ่าด้วยความห่วงใย
ทั้งสามขึ้นม้า สองคนบ่ายหน้าไปตะวันตก เหลือแต่ แพ็ต ที่มุ่งเข้าสู่ ฟอร์ด ซัมเทอร์

ฟอร์ด ซัมเนอร์ เดิมเป็นค่ายทหารม้าของรัฐ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เปคอส ทางด้านเหนือ เมื่อทหารม้าย้ายไป เมืองก็ถูกทิ้งร้าง แต่ไม่นาน คนผิวขาวและเม็กซิกัน ก็เข้ามาอยู่อาศัย จนกระทั้งกลายเป็นเมืองเล็กขึ้นมา

พิท แม็กซ์เวล เป็นคนรวยที่สุดในแถบนี้ แพ็ต การ์เร็ต จึงเข้าไปหา พิท เพื่อของานทำ พิทมอบงานดูแลวัวจำนวนมาก ในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่เขาจับจองไว้ให้แพ็ตช่วย แพ็ตเก็บหอมรอมริบได้ก้อนหนึ่ง และบังเอิญได้พบกับ บีเวอร์ สมิธ ซึ่งชวนร่วมหุ้นเปิดซาลูนและมีหญิงบริการ แพ็ตก็ตกลงทันทีและลาออกจากงานของ พิท แม็กซ์เวล จนเขาสร้างตัวได้จากการเก็บออม ฐานะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ในแพ็ต คนนี้แหละ ที่เป็นคนสังหารเพื่อน บิลลี่ เดอะ คิด จอมโจรนามกระฉ่อน

ภาพ แคทเธอรีน จาก http://www.badhombres.com/outlaws/billy-the-kid.htm

ภาพ วิลเลี่ยม แอนทริม จาก http://www.badhombres.com/outlaws/billy-the-kid.htm

บิลลี่ หรือ วิลเลี่ยม เอช บอนนี่ ลูกชายของ แคทเธอรีน โสเภณีที่เร่ร่อนไปๆมาๆ หลายเมืองและปักหลักที่ อินเดียน่า และพบรักกับ วิลเลี่ยม แอนทริม อาชีพช่างไม้และพนักงานบาร์เหล้า แอนทริม พาแคทเธอรีนและบิลลี่ไปอยู่ที่ ซิลเวอร์ ใน นิวเม็กซิโก และบิลลี่ ได้เข้าพิธีล้างบาปในโบสถ์ เพื่อเป็นลูกวิลเลี่ยม อย่างถูกต้องตามหลักศาสนา แอนทริม มักไม่ค่อยอยู่บ้านโดยไปเสี่ยงโชคหาทอง บิลลี่เข้าโรงเรียนประจำ แคทเธอรีน ก็ค้าขายพอหาเลี้ยงครอบครัว

อายุ 14 ปี แคทเธอรีนก็ลาโลกไปด้วย วัณโรค แอนทริม พาน้องชายของบิลลี่ ไปหากินที่เมืองอื่น บิลลี่ จึงต้องเผชิญโลกอย่างโดดเดี่ยวนับแต่นั้นมา เขาเริ่มด้วยการเป็นเด็กรับใช้ในโรงแรมของเมืองซิลเวอร์ และไม่เคยลักขโมยเลย เขาคงไม่ถูกกับชาวจีนที่รับจ้างซักรีด จึงขโมยเตารีดไปซ่อน แต่ถูกผู้ช่วยนายอำเภอจับขังสั่งสอน บิลลี่ ทนถูกขังได้เพียง 2 วันก็ปีนปล่องไฟหนีออกมา แล้วก็เร่ร่อนไปจนได้เป็นคนงานเลี้ยงวัวในอริโซนา

ชีวิตในทุ่งเลี้ยงวัว ทำให้เขาแข็งแกร่ง แต่ร่างกายเขากลับเล็ก ผอมบาง เขาเร่รอนจากคอกวัวหนึ่งไปสู่คอกอื่นๆเรื่อยไปอย่างไม่มีจุดหมายในชีวิต จนกระทั่งได้เป็นคนงานป่าซุงในแคมป์ แกรนโพสต์ เพราะความที่เขามีรูปร่างเล็ก บาง ทุกคนจึงเรียกเขาว่า “บิลลี่ เดอะ คิด” หรือ “ไอ้หนูบิลลี่” จนติดปาก

คนงานป่าซุง เป็นพวกกักขฬะป่าเถื่อน ชอบรังแก บิลลี่ เสมอๆ จนวันหนึ่ง แฟรงค์ วินดี้ คาร์ฮิล ที่ชอบแกล้งบิลลี่เป็นประจำ ด่าบิลลี่อย่าสนุกปากเหมือนเช่นเคย บิลลี่ ด่าสวนเข้าบ้าง แฟรงค์กลับโกรธหน้ามืดตามัวเดินเข้าหาบิลลี่หมายจะแจกหมากสั่งสอน บิลลี่ เอนตัวเข้าหาระดมหมัดเท้าเข้าหาแฟรงค์ ซึ่งเหตุการณ์ดูเหมือน เด็ก ขวบ พยายามชกต่อยผู้ใหญ่ร่างยักษ์ แฟรงค์กอดรัดร่างบิลลี่ไว้แน่น แล้วเหวี่ยงเขาออกนอกประตูที่พักคนงาน ไอ้หนูบิลลี่ กลิ้งคลุกฝุ่น เจ็บไปทั้งตัว แต่ไหนจะเท่าเจ็บใจ แฟรงค์ตามออกมาหมายจะซ้ำบิลลี่ให้หมอบ แต่บิลลี่เกี่ยวนิ้วเข้าโกร่งไก ติดมือขึ้นมายิงใส่แฟรงค์ไป 1 นัดกลางหน้าอก บิลลี่ ไม่หนีเพราะคิดว่านี่คือการป้องกันตัว แต่หัวหน้าคนงานกลับจับตัวเขาไว้ส่งนายอำเภอ แฟรงค์ทนปวดแผลโดนยิงได้ อีก 1 คืนก็สิ้นใจ บิลลี่ กลายเป็น ฆ่าคนตายซะแล้ว โทษคือแขวนคอ แหงมๆ คนงานอื่นๆ ล้วนใจชั่ว ไม่มีใครเห็นใจเขาที่ถูกรังแกมาตลอด แต่ ยาม เห็นใจเขาและแอบช่วยให้บิลลี่หนีไป บิลลี่ แอบจูงม้ามาได้ตัวหนึ่ง พอพ้นระยะพอสมควรจากแค้มป์ เขาก็ควบตะบึงไปไม่เหลียวหลังมุ่งสู่ นิวเม็กซิโก หมายใจจะไปพึ่งพา เฮสเกล โจนส์

กลางทะเลทรายที่แห้งแล้งสุดลูกหูลูกตา บิลลี่และม้าที่กรำแดดจ้ามาทั้งวันต่างก็อ่อนเพลีย ไม่มีทางไหนให้ไปนอกจากไปข้างหน้า ไปตายเอาดาบหน้า แต่นั่น ที่ซอกหินตีนเขา มีน้ำซับรินออกมาแล้วไหลลงแอ่งเล็กๆข้างล่าง บิลลี่โดดลงจากหลังม้ามือคว้าหมวกออกเอาหน้าจุ่มน้ำแล้ววักดื่มกิน ไม่ต่างกับม้าที่กางขาหน้าแล้วโน้มคอลง ทั้งสองราวกับแข่งกันแก้กระหาย เมื่อหายคอแห้ง บิลลี่อาศัยเงาของชะง่อนหิน เอนกายนอนพัก แล้วผล็อยหลับไป
ตื่นขึ้นมา ม้ากลับหายไป บิลลี่เสียบวาบ ค่อยๆ ก้มๆเงยๆ สำรวจไปรอบๆ เขาไม่เห็นม้า แต่กลับพบรอยเท้า ที่แบนราบๆ เหมือนคนใส่หนังสัตว์หุ้มเท้าไว้ ใช่แล้วรอยเท้าพวกอาปาเช่ที่เย็บรองเท้าหนังกวางใส่เอง พวกนี้เชี่ยวชาญการขโมยจริงๆ
เมื่อเสียม้าไป แต่ยังไม่ถึงจุดหมาย บิลลี่จึงกรอกน้ำใส่กระติก แล้วย่ำเดินต่อไป อะไรจะต่างกัน ในเมื่ออยู่ก็อาจจะตาย ไปอาจจะรอดหรือตาย แต่เขาคาดหวังจะรอดไปจากตรงนี้มากกว่า
ในที่สุด ก็มาถึงฟาร์มของ เฮสเกล จนได้ มันไกลเท่าไหร่กันนะ กี่ไมล์ เขาไม่ได้นับและจดจำ แต่มันไกล เหนื่อย และทรมานเหลือหลาย เท้าบิลลี่แตก ง่ามนิ้วฉีก เลือดออกปริบๆ มาตลอดทางตั้งแต่รองเท้าขาดได้สักพัก น้ำไม่เหลือสักหยด ตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆที่เดินมา ท้องเขาร้องโกรกๆ ไม่ยักกะร้อง ใจจะขาดแล้วเอ๊ย.... เหมือนโฆษณาทีวี เฮสเกล และ โจนส์ 2 สามีภรรยา ดูแลบิลลี่อย่างดีเท่าจะทำได้ ทั้งทำแผล หาอาหารให้ เอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน จนกระทั่งแผลที่เท้าหาย บิลลี่ก็เลยอยู่ทำงานเป็นลูกมือในฟาร์มชดใช้ให้ได้พักใหญ่ แล้วขอยืมม้าเพื่อเดินทางต่อไป

จอห์น ทุนสตอล และเพื่อนที่เดินทางมาจากอังกฤษ ร่วมหุ้นกันทำฟาร์มปศุสัตว์ ในแถบหุบเขาพีคอส และตั้งร้านค้าและกิจการธนาคาร กิจการไปได้ดี แต่ก็ไปขัดแข้งขัดขาเจ้าถิ่นเดิมคือ เจ.เจ.ดูแลน และ จอห์น ไรลี่ 2 เจ้าพ่อแห่ง ลินคอล์นทาวน์ ทั้ง 2 เจ้าพ่อ ซื้อคนไว้ทั้งเมือง แม้แต่ นายอำเภอ เบรดี้ ทั้งสองเริ่มสงครามจากการให้เครดิตชาวเมืองให้มาซื้อของที่ร้านค้าของเขาโดย เอาของไปก่อนจ่ายทีหลังแบบไม่อั้น เล่นเอา ทุนสตอล นั่งเหงาตบยุงไปหลายตัวเหมือนกัน ผู้คนแห่ไป ร้านเดอะเฮ้าส์ ของ 2 เจ้าพ่อกันหมด

ภาพ จอห์น ทุนสตอล จาก http://www.legendsofamerica.com


ช่วงนี้แหละที่เอามาทำหนัง young guns

สองเจ้าพ่อ ดูแลนด์และไรลี่ มีเส้นทางกองทัพ ได้กำไรจากการผูกขาดขายวัวแต่เพียงผู้เดียว ทุนสตอลก็โดนบีบไปโดยปริยาย ต้องขายวัวส่วนหนึ่งให้ 2 เจ้าพ่อในราคาถูกๆ แทนการแบกภาระค่าดูแลวัวไว้ ซึ่งทุนสตอลเองก็หาทางออกด้วยการต้อนวัวไปขายข้ามรัฐ และบิลลี่เองก็เข้ามาอยู่ในอุปการะของทุนสตอลช่วงนี้เอง

เช้าวันหนึ่ง นายอำเภอ เบรดี้ มือกฎหมายที่เป็นสุนัขรับใช้นายทุนอย่าง 2 เจ้าพ่อ ดูแลนด์และไรลี่ พาพรรคพวกมือปืนมาหาทุนสตอล และยื่นหมายยึดทรัพย์ที่ทำปลอมขึ้นมาให้ทุนสตอลอ่าน “นี่มันเล่นสกปรกกันนี่หว่า...” อ่านไม่ทันจบ ทุนสตอลดาลเดือด ฉีกหมายเป็นชิ้นๆเละคามือ “ออกไปจากไร่ของอั๊ว งั้นเห็นดีกันแน่..”
เหตุการณ์เข้าแผน เบรดี้ และพวกพอดีเป๊ะ มอร์ตัน ลูกสมุนของเบรดี้ กระตุ้นให้ม้าเดินหน้าเข้ามาหาทุนสตอล จ้องตาเขม็งอย่างไม่กลัวเกรง ทุนสตอลเลือดขึ้นหน้าในทันที มือละจากเศษกระดาษเข้ายังเอวด้านขวาโดยอัตโนมัติ เพียงแค่ปืนของทุนสตอลพ้นออกจากซอง มอร์ตันกลับชัก โคลท์ .45 ออกมาได้ไวกว่า และเหนี่ยวไก ส่งกระสุนเข้าสู่กลางอกของทุนสตอลหงายหลังในทันที
“มันเป็นการป้องกันตัว” นายอำเภอเบรดี้ กล่าวกับพรรคพวก ก่อนจะควบม้าและนำพรรคพวกกลับเข้าเมือง

บิลลี่ เคียดแค้น นายอำเภอ เบรดี้ และ 2 เจ้าพ่อยิ่งนัก ความคับแค้นในใจมันระอุ ดั่งลาวาปากปล่องภูเขาไฟ รอวันระเบิดปะทุ
เช้าวันหนึ่ง แม็คสวีน หุ้นส่วนของทุนสตอล ควบม้าเข้าเมืองมากับบิลลี่ แต่ขอแยกไปทำธุระก่อน ให้บิลลี่รอที่คอกม้า พอเสร็จธุระก็จะรีบกลับ แต่ มอร์ตัน สมุน 2 เจ้าพ่อและ นายอำเภอเบรดี้ เข้ามายืนขวาง พร้อมกล่าววาจายั่วโทสะหมายให้ แม็คสวีนเดือดดาลชักปืนสู้ แต่พอได้ไม่กี่คำ หมัดของแม็คสวีนกลับไวจน มอร์ตั้นไม่ทันกระดิกตัว เอาหน้ารับหมัดไป 1 ที เท่านั้นแหละ ยำตีนคนรสเด็ด ก็ประเคนเสิร์ฟใส่แม็คสวีนอย่างเผ็ดร้อน
“หยุดโว้ย ไอ้พวกสวะ ไม่งั้นอั๊วจะแจกลูกตะกั่วให้ฟรีๆ” เสียงตวาดของบิลลี่ ทำเอาพวกของมอร์ตั้น ชะงักเท้าค้างไว้ ไอ้หนูหน้าอ่อนจ้องปืนกระบอกหนึ่งไปที่หน้ามอร์ตัน อีกกระบอกกวาดซ้ายขวาไปช้าๆไปที่หน้าแต่ละคนข้างๆมอร์ตัน มอร์ตันขยับมือได้ยังไม่ทันถึงซองปืน ไอ้หนูบิลลี่ก็ตวาดซ้ำ “นั่นไม่เป็นความคิดที่เข้าท่าเลย... แกถ้าจะไม่อยากมีชีวิต คงอยากตายเป็นคนแรกละสิ” ตาเข้าจ้องเขม็งไปที่มอร์ตัน สายตาแข็งกร้าวของบิลลี่มันฟ้องว่าเอาจริง มอร์ตันถึงกับค้างไว้ไม่กล้าขยับ
“แกร๊ก...” เสียงขึ้นลำปืนลูกซองคานเหวี่ยงดังขึ้นข้างหลังบิลลี่ “วางปืนซะไอ้หนู ไม่งั้นท้องแกจะเป็นรูเบ้อเร่อเลยว่ะ”
นายอำเภอเบรดี้ ปลดอาวุธบิลลี่ สั่งให้พวกของมอร์ตันถอยไป เขาอนุญาตให้ แม็คสวีน ออกไปจากเมือง แต่จับบิลลี่เข้าคุกขังไว้ 3 วัน ข้อหาใช้อาวุธปืนข่มขู่ในที่สาธารณะ ครบ 3 วัน บิลลี่ก็ได้ออกมา เบรดี้ไม่ได้กังวลเลย เพราะความตัวเล็กของบิลลี่ซ่อนความอำมหิตไว้

บิลลี่ควบม้าบ่ายหน้าไปหา ดิ๊ค บริวเวอร์ก่อนอื่นเพื่อขอให้ช่วยหาปืนให้ใหม่แทน 2 กระบอกที่ถูกยึดไว้ บริวเวอร์ พรรคพวกของทุนสตอลเองก็ไม่พ้นภัยรังควานจากพวก ไรลี่และดูแลนด์เช่นกัน จึงช่วยบิลลี่ทุกอย่าง และบังเอิญบริวเอร์ได้ข่าวว่าวมอร์ตันจะยก พวกมาถล่มเขา จึงชวนบิลลี่ อยู่ช่วยกันต้อนรับมอร์ตันและพวกอย่างถึงใจซักหน่อย ไม่กี่วันถัดมา มอร์ตันและพวกก็มาจริงๆ พวกมันวางแผนกะจะให้ฝูงวัวของบริวเวอร์กระเจิดกระเจิง แล้วต้อนวัวเข้าหุบเขาไป แต่เมื่อเข้าเขตไร่ของบริวเวอร์มาไม่ทันจะถึงฝูงวัว เสียงปืนก็ดังกัมปนาทรอบทิศทาง มอร์ตันและพวกกลับเป็นพวกที่กระเจิดกระเจิงเสียเอง ทุกคนควบม้าหนีเอาตัวรอด มอร์ตัน กับ เบเคอร์ ลูกน้องคู่กายควบม้าคู่ใจมาเต็มเหยียดได้ไม่กี่ไมล์ ม้าก็หมดเรี่ยวแรง ทำเอาคนขี่ตกจากหลัง บิลลี่และบริวเวอร์ ได้ทีจับ 2 ลูกน้องเจ้าพ่อมัดไว้รอนายอำเภอมารับตัวไปในข้อหา บุกรุกและปล้นวัว นายอำเภอเบรดี้ รับแจ้งแล้วก็รีบแจ้นมาที่เกิดเหตุมารับตัวผู้ต้องหา โดยให้สัญญาว่า จะดำเนินการกับ 2 คนนี้ตามกฎหมายทุกประการ แต่ไม่ทันข้ามวัน ก็มีคนคาบข่าวมาแจ้งบริวเวอร์กับบิลลี่ว่า มอร์ตันและเบเคอร์ ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาอะไรทั้งสิ้น เบรดี้สั่งให้หลบไปอยู่นอกเมืองรอเรื่องเงียบก่อนแล้วค่อยกลับมา บริวเลอร์กับบิลลี่เคี้ยวฟันกรอดๆ เมื่อรู้ว่าเสียทีมือกฎหมายสมุนนายทุนอีกแล้ว

ความแค้นมันสุมรุมทรวง บิลลี่ทนหงุดหงิดได้มี่กี่วัน ก็เข้าเมืองไปกับพวกอีกหลายคนเดินกร่างทั้งๆที่ บริวเวอร์เตือนแล้วว่า ระวังให้ดีว่า นายอำเภอเบรดี้จะหาเรื่องให้กินลูกตะกั่วแบบถูกกฎหมาย แล้วก็จริงเหมือนคำเตือน นายอำเภอเบรดี้ รู้ว่า บิลลี่และพรรคพวกเข้าเมืองก็เตรียมจับบิลลี่ โดยขอหายังนึกไม่ออก ค่อยตั้งเอาทีหลัง บิลลี่อยู่ในร้าน แม็คสวีน โรเบิร์ท เบ็ควิช เพื่ออีกคนหนึ่งรอสังเกตการณ์อยู่หน้าร้านยืนเอาหลังพิงฝามองสาวๆในเมืองเดินผ่านโดยไม่ทันระวังตัว เบรดี้พุ่งพรวดออกมาจากข้างตัวอาคาร เบ็ควิชสะดุ้งเฮือก ถอยหลังเข้าร้านหมายจะหลบข้างประตู มือก็เอื้อมไปจะจับปืน ไม่ทันผ่านช่องประตูก็ได้กินลูกซองนายอำเภอเบรดี้เป็นศพคาหน้าร้านแม็คสวีน
สิ้นเสียงปืนนายอำเภอ บิลลี่และพรรคพวก กระจายกันหลบอยู่ข้างหน้าต่างของร้านแม็คสวีนแล้วยิงสวนออกไป ในขณะที่พรรคพวกของนายอำเภอเบรดี้ ก็ยิงเข้ามาจากทุกทิศทาง แต่ก็ไม่มีใครกล้ารุกคืบหน้าเข้ามากว่าเดิม นายอำเภอเบรดี้ พยักหน้ากับ ไฮแมน และ แมททิว ให้สัญญานสองสมุนว่าจะตัดสินใจบุกเข้าไปในร้าน บิลลี่เห็นเต็มสองตา ก็เลยยกมือบอกพรรคพวกให้หยุดยิงที่หน้าประตูไว้ก่อน เบรดี้และ 2 สมุน คลานเข้าประตูมาอย่างสะดวกโยธิน ในร้านแม็คสวีนมีข้าวของกองระเกะระกะ เบรดี้ ลูกขึ้นยืน ก็พอดีบิลลี่ ส่องโป้งเข้าให้จากหลังกองถุงแป้ง นายอำเภอเบรดี้ ร่างหงายลงกับพื้น หมดลมหายใจทันที ไฮแมนที่ตามมาติดๆ ก็โดนยิงเข้าไปด้วยจากอีกกระบอกในมือของบิลลี่ ไฮแมนล้มลงหายใจรวยริน หน้าฟุบลงกับพื้น บิลลี่ ปรี่เข้าไปเอาปืนที่นายอำเภอเบรดี้ เพราะมันเป็นปืนข้างกายของเขาที่ถูกยึดไป แมททิว อาศัยจังหวะบิลลี่ก้มลงระเบิดกระสุนเข้าที่ขาซ้ายของบิลลี่ พรรคพวกของบิลลี่ก็สมนาคุณด้วยการกระหน่ำยิงใส่ แมททิว ซึ่ทำให้บิลลี่รอดจากการถูกยิงซ้ำมาได้หวุดหวิด พวกของนายอำเภอที่เหลือ พอเห็นว่าหัวหน้ายังไม่รอดก็เกิดอาการเย็นหลังวาบๆ ใจแป้วกลัวตายกัน จนเปิดช่องให้บิลลี่และพวกแหวกวงล้อมหนีออกไปได้ แต่บิลลี่ก็แอบเข้ามากบดานรักษาตัวอยู่ในเมืองโดยซ่อนตัวอยู่กับครอบครัวเม็กซิกันที่ทำที่ซ่อนให้อย่างแนบเนียน

จอร์จ เป๊ปปิ้นส์ เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นนายอำเภอคนใหม่ ก็เริ่มตามล่า บิลลี่ทันที พอแผลหายดี บิลลี่ก็เข้าไปหลบในบ้านของ แม็คสวีน ความที่บ้านแบบคนอังกฤษของแม็คสวีน มีการก่อกำแพงอิฐ ผนังอิฐที่แข็งแรง ก็ย่อมบดบังสายตาคนจะมองลอดเข้าไป ไม่นานสายของ เป๊ปปิ้นส์ ที่ถูกสั่งให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของบ้านแม็คสวีนก็รายงานว่า เห็นบิลลี่เข้าออกในบ้านหลังนี้

แผนการจับบิลลี่ เริ่มต้นโดยทันที เป๊ปปิ้นส์ ได้อาสาสมัครจากคนงานไร่ปศุสัตว์ ที่เห็นเงินค่าหัวบิลลี่น่าเย้ายวนใจมาร่วมด้วย เช้ามืดวันนั้น เป๊ปปิ้นส์และพวกล้อมบ้านของแม็คสวีนไว้แล้วตะโกนเรียกบิลลี่และพวกให้ยอมมอบตัว
“ไอ้หนูบิลลี่ ในนามของกฎหมาย ขอให้แกแลพวกมอบตัวแต่โดยดี... เราสัญญาว่าพวกแกจะไม่เป็นอันตราย”
ด้วยความที่เมืองลินคอล์น ยังมีดูแลนและไรลี่อยู่ ก็แสดงว่า ผู้รักษากฎหมายเป็นพวกอิทธิพลเถื่อน มอบตัวไปก็ตายซะเปล่าๆ สู้ยังมีทางรอด
“เปรี้ยง..เปรี้ยง...” บิลลี่ตอบด้วยกระสุนไปสองนัด เท่านั้นเอง สงครามปืนที่ยาวนานที่สุดแห่งเมืองลินคอล์นก็บังเกิดขึ้น ความแข็งแรงของบ้านแม็คสวีน ทำให้ฝ่ายบิลลี่ได้เปรียบ และฝ่ายนายอำเภอ ไม่อาจรุกคืบหน้าได้ ยิงกันโป้งป้างตลอดเหมือนผลิตกระสุนได้เองซะยิ่งกว่าละครหนังไทย เช้ายันค่ำ ยังไม่มีใครตาย แต่ม้าที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวต้องมาโดนยิงทิ้งไปเพื่อตัดพาหนะที่ใช้หลบหนีของพวกบิลลี่ ความทรหดของฝ่ายที่ถูกล้อม ก็ยังทำให้ไม่มีใครเข้ามาใกล้ตัวบ้านได้

เช้าวันที่ 5 ของการยิงกัน คนชาวไร่ปศุสัตว์ก็ลอบเข้าชิดตัวบ้านได้ พวกเขาเอาฟางสุมแล้วจุดไฟเผาบ้านแม็คสวีนได้แล้วถอยออกมาตั้งหลัก คอยดูรังโจรแตก ไฟลามเลียไปเรื่อยๆ ในส่วนที่เป็นไม้ของตัวบ้าน คนในบ้านจะออกมาดับไฟก็ไม่คุ้มที่จะโดนยิงตายซะก่อน ข้างนอก กระสุนยิงเข้ามาเป็นระยะ ในบ้านก็เริ่มควันคละคลุ้ง แม็คสวีนเห็นว่าหมดทางสู้แล้วคิดจะยอมแพ้ เพราะถ้าตายซะตอนนี้ เงินประกันชีวิต ถึง 1 หมื่นเหรียญ จะเป็นโมฆะ เพื่อนชาวเม็กซิกันของบิลลี่ ก็โดนกระสุนบาดเจ็บเข้าอีกคนนึง บิลลี่เริ่มคุมสถานการณ์ไม่ได้

ภาพจาก http://www.cartoonstock.com


เมื่อฝ่ายบุกสังเกตว่าพวกภายในบ้านเริ่มทิ้งช่วงการยิงห่างมากขึ้น ก็มีคนกล้าถีบประตูแล้วทิ้งตัวพร้อมม้วนตัวกลิ้งตามพื้นหวังจะได้รางวัลค่าหัวชิลชิล กลิ้งมาได้ครบรอบก็โงหัวขึ้นมารับลูกปืนที่บิลลี่แจกให้ตายคาหน้าประตู พวกที่ตามๆกันมาก็ถอยเข้าที่กำบังไม่กล้าเข้าแลก

ตกค่ำ บิลลี่ ชวนแม็คสวีนและภรรยาแหวกวงล้อมหนีไป โดยตั้งเป้าหมายว่า รอดตรงนี้ไปได้ ข้ามแม่น้ำสายเล็กๆที่ห่างจากที่นี่เพียงไม่กี่ไมล์ ก็รอดแน่ๆ เพราะตรงนั้นเป็นป่าทึบ คงไม่มีใครกล้าตามเข้าไปแน่แล้วไปอยู่เม็กซิโกด้วยกัน แม็คสวีนไม่กล้าแลก รีๆรอๆ บิลลี่กับเพื่อนอีก 2 คนจึงพร้อมกันพรวดพราดออกประตูหลังพร้อมระเบิดกระสุนในมือไปทุกทางที่เห็นคนซุ่มอยู่ พอพ้นระยะก็ต่างห้อเหยียดไม่ต่างกับใส่ตีนหมาโกยไปยังชายน้ำแบบไม่เหลียวหลัง โดยเพื่อนอีก 2 คนตามหลัง 4 คูณร้อยมาติดๆ
แม็คสวีนเห็นบิลลี่และพวกรอดไปได้ก็นึกในใจว่า “เราก็เอาบ้างวะ เขารอด เราก็ต้องรอดเหมือนกัน” แม็คสวีนวิ่งออกมาทางหลังครัว แต่เสื้อขาวของเขาช่างโดดเด่นทางกลางแสงสลัวยามหัวค่ำ ไม่มีใครบันทึกให้เราทราบว่า ลำตัวแม็คสวีนมีกระสุนอยู่ใต้ผิวหนังกี่เม็ด แต่นี่ก็เป็นนาทีสุดท้ายที่แม็คสวีนได้หายใจ ก่อนจะทรุดตัวลงแนบพื้นดินชั่วนิรันดร์ วันรุ่งขึ้น บิลลี่ทราบข่าวการตายของแม็คสวีน ถึงกับน้ำตาคลอเบ้าที่สูญเสียผู้มีพระคุณอีกราย

หลังจากเหตุการณ์นี้ บิลลี่กลายเป็นโจรเต็มตัว ปล้นมันดะไป ไม่ว่าจะเป็นคอกปศุสัตว์ไหน ขนาดม้าที่พวกอาปาเช่ เลี้ยงไว้ในเขตป่าสงวนเมสกาเลโร่ ยังไม่เว้นโดนปล้น หลังจากได้เงินหรือของมาแล้ว บิลลี่จะเฉลี่ยแบ่งให้เท่าๆกัน และบางครั้งยังเพิ่มให้เป็นพิเศษสำหรับคนที่มีครอบครัวอีกด้วย นับวันที่บิลลี่ก่อคดี ค่าหัวของเขายิ่งเพิ่มพูน แม้ขณะนี้เขาจะขึ้นชื่อว่าเป็นโจร แต่เขาก็ไม่ได้มีสันดารชั่วเพียงแต่เหตุการณ์มักชักพาให้เข้าทาง และโอกาสก็ไม่เคยเปิดให้เขากลับตัวเป็นคนดีอย่างเดิมได้เลย

ปี 1879 ลิว วอลเลส อดีตนายพลทหารฝ่ายเหนือเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการเขต ก็ได้รับมอบหมายงานที่ต้องเร่งรัดอันดับต้นคือ กำราบแก๊งค์โจรในภาคตะวันตกโดยส่งตัวแทนเข้าเจรจาให้มอบตัวและยื่นข้อเสนอนิรโทษกรรมให้ ซึ่งวีธีนี้ได้ผลดี มีโจรหลายก๊กที่เข้ามอบตัวกับทางการ และบิลลี่ก็เช่นกันที่ วอลเลส พยายามติดต่อ เพราะเขาอ่านประวัติที่มีบันทึกไว้ก็เข้าใจว่า บิลลี่ไม่ได้เป็นโจรโดยสันดาร แต่เพราะสถานการณ์พาไป บิลลี่เองก็วนๆเวียนๆไปไม่ไกลจากถิ่นเก่านัก สายส่งผ่านข้อความไปยังบิลลี่ว่า หากบิลลี่มอบตัวเพื่อเป็นพยานว่า ไรลี่และดูแลนด์เป็นคนบงการฆ่าทุนสตอลและแม็คสวีน ก็จะได้รับการช่วยเหลือให้รับโทษน้อยที่สุดในคดีที่มีหลักฐาน ส่วนคดีที่ขาดหลักฐานหรือพยานก็จะปล่อยตัวไป นอกจากนี้ หากบิลลี่มอบตัวโดยแกล้งทำเป็นว่าถูกจับโดยคนของผู้ว่าการเขต ก็จะมอบคืนรางวัลนำจับ 1,000 เหรียญให้บิลลี่ทั้งหมดด้วย วอลเลส คนนี้เองที่แต่งนิยายเรื่อง เบนเฮอร์ เขียนจดหมายฝากสายไปถึงบิลลี่ว่า โดยตำแหน่งผู้ว่าการเขตแล้ว ยินดีที่จะให้บิลลี่ได้เจรจาเปิดเผยความจริงเป็นการส่วนตัวทุกเรื่อง สายกลับมาพร้อมกับจดหมายฉบับตอบจากบิลลี่
“เรียนผู้ว่าการเขต ผมทราบว่าท่านจะจ่ายเงิน 1,000 เหรียญให้ผม สำหรับร่างของผม ตามความเข้าใจของผม คงหมายถึงร่างที่มีลมหายใจอยู่ในฐานะพยาน แต่ผมยังมีข้อหาในคดีอื่นๆอีกนับสิบ และผมหวั่นว่า หากผมยอมจำนวน ศัตรูเก่าอาจฆ่าผมได้ด้วยข้อหาเหล่านั้น และหากท่านมีอำนาจพอจะทำให้ข้อหาดังกล่าวไม่เป็นภัยสำหรับผม ผมก็พร้อมจะเจรจากับท่าน ผมเองก็เบื่อกับการต้องต่อสู้ต่อไปเช่นกัน”

หลังจากได้รับจดหมายตอบกลับ วอลเลส ให้สายช่วยเดินสารให้เขากับบิลลี่อีกหลายครั้งเพื่อนัดเวลาและสถานที่ โดยวอลเลสจะไปเพียงคนเดียว คืนหนึ่งของเดือนมีนาคม ปี 1879 เวลาสามทุ่มตรง วอลเลสไปรออยู่คนเดียวในบ้านหลังหนึ่งตามที่สัญญา บิลลี่ก็มาตามนัดเช่นกัน เสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้นโดยมารยาท
“เชิญ … ผมไม่ได้คาดปืน” บิลลี่เปิดประตูผางเข้าไป เบื้องหน้าวอลเลสคือเด็กหนุ่มหน้าอ่อน มือขวาถือลูกซองคานเหวี่ยง วินเชสเตอร์ มือซ้ายถือปืนสั้น “เข้ามาคุยกันข้างในสิ ...คุณคงซุ่มดูอยู่และรู้ว่า ผมมาคนเดียวจริงๆ”
วอลเลสเสนอว่า หากบิลลี่ให้การกรณีการรุมฆ่า ทุนสตอล และแม็คสวีน ตามความเป็นจริง เขารับรองว่า ผู้บงการ ซึ่งหมายถึง ดูแลนด์และไรลี่ จะถูกลงโทษตามกฎหมายแน่นอน ส่วนคดีหรือข้อหาอื่น เขาจะทำเรื่องนิรโทษกรรมให้ทั้งหมด บิลลี่ขอเวลาไปไตร่ตรองก่อน วอลเลสก็ไม่ขัดข้อง
5 วันถัดมา บิลลี่ก็ส่งจดหมายมาถึง ผู้ว่าการเขต วอลเลส ว่า “เรียนท่านผู้ว่าการเขต ผมจะทำตามข้อตกลงที่ท่านให้ไว้ แต่ขอให้คนของท่านที่จะจับกุมผม เป็นคนที่ท่านไว้วางใจ ผมไม่หวั่นกลัวหากจะตายอย่างนักสู้ แต่อย่าให้ผมตายโดยไม่มีปืนอยู่ในมือเลย”
ไม่กี่วันให้หลัง คนของวอลเลส จับกุมบิลลี่ ตามแผนการลับๆที่ตกลงกันไว้กับวอลเลส และพาตัวบิลลี่ควบคุมไว้ในคุกในฐานะพยานปากเอกคดีฆาตกรรมทุนสตอลและแม็คสวีน คำให้การของบิลลี่ มัด 2 เจ้าพ่ออย่างแน่นหนา ดูแลนด์ตกเป็นผู้ต้องหาอย่างดิ้นไม่หลุด เหลือแต่ไรลี่ บิลลี่ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระในช่างพยานคนสำคัญ แต่ความหวังจะกลับมาเป็นปุถุชนธรรมดาของเขาก็กลับมาดำมืดอีกครั้งเมื่ออัยการสั่งฟ้องคดีอื่นๆที่บิลลี่ทำไว้ด้วยอำนาจเงินของ 2 เจ้าพ่อ

บิลลี่ เดอะ คิด ถูกจับตัวอีกครั้ง และครั้งนี้เขาหมดความไว้เนื้อเชื่อใจทุกคนในโลกนับแต่นั้นเป็นต้นมา

นายพลวอลเลส ในสงคราม Civil War ภาพจาก http://www.edwardsamuels.com


ผู้ว่าการเขต วอลเลส ภาพจาก http://www.legendsofamerica.com/


นิยายเรื่อง เบนเฮอร์ ประพันธ์โดย Lew Wallace ภาพจาก http://www.indiana.edu/


ในระหว่างที่ถูกใส่กุญแจมือนำตัวไปพิจารณาคดีที่ศาล บิลลี่ คิดวางแผนการหนีอยู่ตลอดเวลา ความที่เป็นคนตัวเล็ก มือก็พลอยเล็กไปด้วย เขาจึงรูดกุญแจมือออกได้อย่างง่ายดายใน และแย่งปืนของผู้คุมมาได้ ผู้คุมเองก็ยืนตัวแข็งเมื่อรู้กิตติศัพท์ความเลือดเย็นของบิลลี่ จึงไม่มีใครกล้าขวางทางหนีของไอ้หนูนักเลงปืนคนนี้

เดือนมกราคมปี 1880 บิลลี่เพิ่มข้อหาให้กับตัวเองอีกเมื่อเขายิงโจ แกรนท์ ตายในร้านเหล้าของ บ๊อบ ฮาโกรฟ และเดือนเดียวกันี้ แพ็ต การ์เร็ตก็แต่งงานใหม่กับ โพลีนาเรีย คูเตียเรส สาวชาวเม็กซิกัน ลีจอห์น ซีซัม เจ้าของคอกปศุสัตว์ผลักดันให้ แพ็ต รับตำแหน่งนายอำเภออย่างสุดตัว เพราะเขารู้ว่า มีแพ็ต การ์เร็ต เท่านั้นที่น่าจะดับชีพไอ้หนูนักเลงปืน บิลลี่เดอะคิด ได้ เพราะแพ็ต รู้จักนิสัยใจคอ รวมทั้งที่ซ่อนของบิลลี่อีกด้วย แพ็ต พยายามบ่ายเบี่ยงหลายครั้งเพราะเขาเองก็รู้ว่า หลายคดี บิลลี่ไม่ได้เป็นคนก่อ แต่เพราะหาตัวคนผิดไม่ได้ จึงใส่ชื่อหรือโยนให้บิลลี่ เป็นคนร้ายไปซะงั้น เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ขี้เกียจที่ทุกวันนี้ก็ยังมีให้ได้ยินกันอยู่เนืองๆในเรื่องการจับแพะ อย่างไรก็ตาม แพ็ต ก็ต้องรับเป็นนายอำเภอจนได้เมื่อภรรยาและเพื่อนช่วยกันขอร้อง

เดือนกันยายนปีเดียวกัน แพ็ต ก็รับตำแหน่งเป็นรองนายอำเภอ และปฏิบัติหน้าที่ในเขตรับผิดชอบอย่างเฉียบขาดเด็ดเดี่ยว ส่วนบิลลี่ ก็เก็บตัวเงียบอยู่ ไม่นานนัก แพ็ต ได้รับตำแหน่งเป็นรองมือปราบสหรัฐและต้องยอมทำตามเพื่อนๆและภรรยาที่คะยั้นคะยอให้ลงสมัครชิงตำแหน่งนายอำเภอในเดือนพฤศจิกายน ก่อนจะถึงการเลือกตั้งนายอำเภอ แพ็ต แอบไปพบบิลลี่และเตือนว่า “เกลอ... กันว่านายออกนอกเขตของกันไปดีกว่าเพื่อน.. เพราะเมื่อกันทำหน้าที่นายอำเภอ กันต้องทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดให้สมกับเงินเดือนนายอำเภอและความไว้ใจของประชาชน.. นั่นคือ แม้นายจะเป็นเพื่อน.. ถ้านายเป็นพวกนอกกฎหมาย กันก็ไม่มียกเว้น..” บิลลี่ จ้องหน้าเพื่อนรักไม่กระพริบตา แล้วหันไปมองปืนในมือที่ควงเล่นพลางพูด “ได้สิเพื่อน.. ในเมื่อนายเป็นคนขอ.. ทำไมกันจะให้เพื่อนไม่ได้.. กันจะย้ายไปอยู่ที่อื่น”

นายอำเภอคนใหม่ของ ฟอร์ด ซัมเนอร์ “แพ็ต การ์เร็ต” ชนะคะแนนเลือกตั้งอย่างท่วมท้นไม่มีโนโหวต บิลลี่ก็ติดตามข่าวโดยตลอดแต่กลับใจเย็นไม่ย้ายไปไหน เพราะเขาผูกพันกับถิ่นนี้ และแล้วเรื่องราวอันเป็นตำนานของเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ที่เพื่อนต้องตามล่าเพื่อนจึงเริ่มขึ้น แทบจะทันที หลังจากแพ็ต ได้ติดตาวนายอำเภอที่หน้าอก สายของ แพ็ต รายงานว่า บิลลี่ กบดานอยู่ที่บ้านของชาร์ลี โบลดรี้ นักเลงปืนเม็กซิกัน ที่ยึดเอาสถานีอนามัยในป้อมทหารเก่าเป็นที่อยู่อาศัยกับครอบครัว หลังจากที่พวกอินเดียนแดงถูกย้ายไปอยู่ในเขตกักกันใหม่

แพ็ต ระดมอาสาสมัครและผู้ช่วยนายอำเภอไปที่ ป้อมทหารเก่า เมื่อไปถึง แพ็ตและพวกไม่พบม้าเลยแม้แต่ตัวเดียว นั่นแสดงว่า บิลลี่ และ ชาร์ลี ไม่อยู่ แพ็ต เข้าคุมตัวเมียและแม่ยายของชาร์ลีไปไว้ในห้องๆหนึ่งเพื่อไม่ให้ส่งสัญญาณเตือนให้บิลลี่รู้ตัว จากนั้นผู้ช่วยนายอำเภอและอาสาสมัครก็แยกย้ายกันไปซุ่มตัว โดยมี ลอน แซมเบอร์ นอนหมอบสังเกตการณ์อยู่บนหอสังเกตุการณ์เก่าๆ ที่ซึ่งเห็นถนนทั้งสายที่มาสู่ป้อมนี้ได้ไกลสุดลูกตา ส่วนแพ็ต กับ บ๊อบ วิลเลี่ยม และอีก 2 คน นั่งเล่นโป๊กเกอร์คอยฆ่าเวลา จิม อีสต์ มือปราบอีกคนนอนงีบ ไม่ทันจะเคลิ้มหลับ ลอน แซมเลอร์ก็พรวดพราดเข้ามาบอกว่า บิลลี่กับพวกมาแล้ว

ไม่ต้องออกคำสั่งใดๆ ทุกคนแตกฮือออกไปประจำตำแหน่งที่กำบัลตามที่ตกลงกันไว้ แพ็ต หลบอยู่ตรงมุมตึกด้านหน้าคอยมองไปตลอดถนนที่มีหิมะโปรยปราย ถึงอากาศจะหนาวเหน็บ แต่ไม่มีใครรู้สึกถึงความเย็นเยือกนั้น ม้า 6 ตัวของบิลลี่และพวกเหยาะย่างมาสู่ป้อมทหารเก่า ทอมโอฟอลเลียร์ด ขี่ม้าเคียงคู่บิลลี่ มา แต่พอใกล้เข้ามีอีกหน่อย บิลลี่ก็ชักม้ากลับไปท้ายกลุ่ม เปล่าเลย.. เขาไม่ได้มีลางสังหรณ์ใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่ ยาเส้นหมด เขาจึงไปขอยาเส้นจาก วิลสัน ขณะเดียวกัน แพ็ต ตะโกนให้ทุกคนมอบตัว “วิลเลี่ยม เอช บอนนี่ นายและพวกถูกล้อมไว้หมดแล้ว ยอมมอบตัวซะจะได้ไม่มีใครตาย” แพ็ทพูดไม่ทันจบ ทุกคนชักม้าหันหลังกับกระแทกสเปอร์ห้อตะบึงไปเต็มเหยียด แพ็ต ระเบิดกระสุนนัดแรกไปที่คนหัวขบวน ซึ่งเข้าใจว่าเป็นบิลลี่ ม้าหันกลับไปได้เพียงไม่ถึง 5 หลา ทอม โอฟอลเลียร์ด ร่วงจากหลังม้า เขาถูกยิงที่สีบริเวณเหนือเอวด้านซ้ายขึ้นมาต่ำกว่าหัวใจนิดเดียว แต่ยังหายใจได้ด้วยความทรมาน หนทางของโจรไม่โดนแขวนก็เป็นไข้โป้งตาย หนำซ้ำ เอาชีวิตวัยหนุ่มสร้างตัวอย่าง ทอม โอฟอลเลียร์ด วัยเพียง 20 เศษ เขาเริ่มหายใจใม่ออก ระล่ำระลัก บอก แพ็ตว่า “หากนายเป็นเพื่อนกันนะ การ์เร็ต แกช่วยให้กันพ้นความทรมานนี้ทีเหอะ..” การ์เร็ตตอบเสียงเย็นชา “ กันไม่เคยเป็นเพื่อนกับแก และกันพยายามทำหน้าที่ของกันเท่านั้น” ทอมรู้ว่าแพ็ตพูดจริงจังมาก แต่เขาก็ขอร้องให้แพ็ต ช่วยเอาจดหมายในกระเป๋าเสื้อส่งให้ย่าที่อูวัลเด้ให้ด้วย แพ็ต ล้วงเอาจดหมายมาเก็บไว้ หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมง ทอม โอฟอลเลียร์ด ก็สิ้นใจ

ภาพ จากภาพยนตร์คลาสสิคยุคขาว-ดำ The Outlaw ที่แหวกแนวเรื่องของบิลลี่เดอะคิด โดยสิ้นเชิงคือ บิลลี่ ชายหนุ่มรูปหล่อร่างสูงโย่ง เป็นเพื่อนกับ ด๊อค ฮอลิเดย์ ขโมยม้าและแย่งแฟนด๊อค และ ด๊อค โดนยิงตายโดย แพ็ต การ์เร็ต แต่กลับสลักชื่อที่หินเหนือหลุมศพว่า ผู้ตายเป็นบิลลี่ เดอะ คิด




หลังฝังศพ ทอม โอฟอลเลียร์ด แล้ว แพ็ต การ์เร็ต ก็ยังรออยู่ที่ป้อมทหารเก่านี้เพื่อรอฟังข่าวจาก เบรเซล เจ้าของคอกปศุสัตว์ที่เป็นสายให้แพ็ต ไม่นานนัก เบรเซลก็มารายงานว่า พวกของบิลลี่แวะไปที่คอกปศุสัตว์ของเขาเพื่อขอซื้อม้า 1 ตัว เพราะม้าของ ลูด้าบอห์ ลูกน้องคนหนึ่งของบิลลี่ถูกลูกปืนและตายระหว่างทาง แพ็ต ตามไปเพื่อดูร่องรอยว่า พวกของบิลลี่มุ่งหน้าไปทางไหน ซึ่งร่องรอยบนพื้นหิมะที่ปรากฎอยู่แสดงให้เห็นว่า บิลลี่และพวกกำลังมุ่งหน้าไป สติ๊งกิ้งสปริง

 

Relate