ศูนย์รวมบทความคาวบอย อินเดียนแดง เม็กซิกัน

Billy The Kid บิลลี่ เดอะ คิด ตอน 2

แพ็ต เชี่ยวชาญภูมิประเทศแถบนี้เป็นอย่างดี เขาคาดการณ์ว่า บิลลี่ คงจะไปพักที่กระท่อมร้างหลังนึงแถวนั้นแน่ กระท่อมนี้สร้างด้วยอิฐและหินแข็งแรง เป็นแบบห้องเดียวนับเป็นปราการณ์ที่กันลูกกระสุนปืนได้ดีไม่น้อย กลางวันก็เย็นเยือกแล้ว แพ็ตกลับตามบิลลี่และพวกไปทั้งๆมันค่ำแล้ว และยิ่งเย็นยะเยือกเข้าไปอีก ตี 3 ของวันที่ 22 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1880 แพ็ตและพวก ก็มาถึงบริเวณกระท่อมร้างที่เชื่อว่า บิลลี่และพวกจะต้องพักที่นี่ ซึ่งเขาคาดการณ์ไม่ผิดจริงๆ

ด้านหน้ากระท่อมเป็นคูน้ำแห้งวกอ้อมไปด้านหลังกระท่อม ที่ด้านหลังมีม้าผูกอยู่ 3 ตัว แพ็ตสั่งลูกน้องคนหนึ่งเฝ้าด้านที่ผูกม้าไว้ พร้อมกำชับคำสั่ง ใครออกมาเอาม้าให้ยิงได้ทันที ส่วนตัวเขาจะคลานไปตามคูน้ำแห้งเพื่อดักรอตรงใกล้ๆประตูกระท่อมที่มีอยู่บานเดียว ที่เหลือให้กระจายกันล้อมเป้นรูปวงเดือนและอย่าเปิดโอกาสให้ใครหนีรอดไปได้ ทุกคนเข้าประจำตำแหน่งพร้อมด้วยผ้าห่มคลุมกายรอให้เวลานั้นมาถึง

แสงสีทองเริ่มจับขอบฟ้า ชาร์ลี โบวดรี้ หิ้วถุงข้าวโอ๊ตออกมาให้ม้ากิน พอก้าวพ้นประตูได้ไม่กี่ก้าว ลูกน้องของแพ็ต ที่เฝ้าด้านที่ผูกม้าไว้ก็ซัดเปรี้ยงเข้าให้ ชาร์ลีถึงกับหัวทิ่มลงในหิมะ แต่ก็กระเสือกกระสนคลานกลับเข้าไปในกระท่อมจนได้

ครู่หนึ่งก็มีเสียงตะโกนออกมาจากในกระท่อม “โบวดรี้บาดเจ็บสาหัส ขอยอมมอบตัว”
แพ็ต การ์เร็ต ตะโกนตอบไปว่า “ให้เขาออกมาได้ แต่ต้องยกมือให้เหนือหัวไว้”

ภายในกระท่อม ทุกคนหาที่กำบังเมื่อรู้ว่าถูกล้อมไว้ทุกด้าน ชาร์ลี ท่าทางจะไม่รอดเนื่องจากกระสุนคาอยู่กลางหน้าอก บิลลี่กระซิบกับชาร์ลีแล้วชาร์ลีก็พยุงตัวลุกขึ้น เดินโซเซออกมาจากกระท่อมที่ประตูเปิดอ้าอยู่ ทันทีที่เห็นหน้าแพ็ต การ์เร็ต ชาร์ลีก็ยกมือขึ้นพลางพูดกระท่อนกระแท่น “กัน..กันยอมแพ้” แล้วก็ล้มฮวบลงขอบคูน้ำแห้ง แพ็ต เอื้อมมือไปลากเขาลงมาในคู แต่ชาร์ลี ก็สิ้นลมหายใจไปแล้ว แพ็ตตะโกนอีกว่า “ใครอยากตามมาอีกให้ชูมือเดินออกมา” ทันใดนั้น แพ็ตเห็นใครคนหนึ่งจูงม้าจะเข้าไปในกระท่อมทำท่าจะควบตะลุยออกมา แพ็ต จึงยิงเปรี้ยงเข้าไป ม้าล้มลงดิ้นกะแด่วตายสนิท คนในกระท่อมหมดทางหนีเสียแล้ว
แพ็ต ตะโกนให้บิลลี่และพวกยอมมอบตัว แต่บิลลี่ตะโกนตอบกลับไปว่า “ก็เชิญเข้ามาจับกันซิ.. เรื่องมันจะได้ง่ายขึ้น”

การบุกตะลุยเข้าไป หมายถึงการแลกกัน ชีวิตต่อชีวิต และบิลลี่ก็เช่นกัน หากตีฝ่าออกมาก็มีหวังตายเช่นกัน ต่างฝ่ายจึงต่างคุมเชิงกันอยู่อย่างนั้น 9 โมงเช้า แพ็ตสั่งถอนกำลังครึ่งนึงให้ไปกินอาหารเช้าที่คอกปศุสัตว์ของ วิลค๊อกซ์ แล้วให้เอาอาหาร กาแฟ และฟืนกลับมาด้วย ไม่นานกลิ่นเนื้อย่างและกาแฟหอมฉุย โชยเข้าไปในกระท่อม โครก... เสียงท้องร้องของใครบางคนดังขึ้นสลับกัน นอกจากจะหนาว หมดทางหนี แล้วยังหิวกันอีก เพราะท้องว่างกันตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น ครู่เดียว เดฟ รูดาบอร์ ลูกน้องคนหนึ่งของบิลลี่ก็หมดความอดทน เอาผ้าขาวผูกปลายไม้ยื่นออกมาทางปล่องไฟของกระท่อม แพ็ตเห็นสัญญาณยอมแพ้ จึงตะโกนออกไป “ทิ้งอาวุธไว้ในกระท่อม ชูมือขึ้นเหนือหัว แล้วเดินออกมาช้าๆ..” รูดาบอร์ ทำตามคำสั่งเดินชูมือออกมาเป็นคนแรก ต่อมาที่เหลือก็ทะยอยตามออกมาทีละคน โดยบิลลี่ ออกมาเป็นคนสุดท้าย สีหน้าของบิลลี่ไม่ได้ดูหวาดกลัวเลย กลับดูแจ่มใส เหมือนกับได้พบเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอหน้ากันซะนาน ทุกคนได้กินอาหารเช้าแล้วถูกจับใส่กุญแจมือ จากนั้นนักโทษก็ถูกคุมตัวกลับไป ฟอร์ด ซัมเนอร์ โดยมีคนเอารถม้าย้อนกลับไปเอาศพ โบวดรี้มาด้วย

ระหว่างทางบิลลี่คุยกับแพ็ต อย่างสนุกสนานว่า หากไม่มีศพม้าที่แกยิงตายนอนขวางประตูละก็ กันจะใช้ม้าฝีเท้าจัดอีกตัวควบหนีไปได้สบายเชียว”
แพ็ต ยิ้มมุมปากแล้วตอบว่า “กันก็คิดว่าอาจเป็นไปได้ ถ้าแกมีโอกาสทำอย่างนั้น”

ภาพจาก http://www.angelfire.com/nm/boybanditking/pageStinkingSprings.html

บ้านหินเก่าๆ ที่ บิลลี่และพวกกบดานในคืนวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ.1880 และถูกแพ็ต การ์เร็ตและผู้ช่วยล้อมจับ
Jim East ถ่ายภาพนี้เมื่อเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 2006 ชี้ให้ดูสถานที่ซึ่งเชื่อว่า เป็นบริเวณบ้านหินที่กบดานของ บิลลี่เดอะคิด ที่ Stinking Springs


ภาพที่บางคนเล่าว่า นี่คือการการจับกุมบิลลี่ เดอะ คิด ที่ Stinking Springs
ชายบนม้าคนขวาสุดคือ บิลลี่ เดอะ คิด กำลังถูกบังคับโดยชายขี่ม้าคนข้างๆ กัน และชายขี่ม้าคนซ้ายสุดในภาพคือ แพ็ต การ์เร็ต


Jim East ถ่ายภาพนี้เมื่อเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 2006 ชี้ให้ดูสถานที่ซึ่งเชื่อว่า เป็นบริเวณบ้านหินที่กบดานของ บิลลี่เดอะคิด ที่ Stinking Springs

เนื่องจากบิลลี่และพวกก่อคดีนอกเขตฟอร์ด ซัมเนอร์ จึงต้องไปพิจารณาคดีในเมืองที่พวกเขาก่อเหตุ คือ ลาสเวกัส แต่การพิจารณาตัดสินโทษ ต้องไปทำกันที่ ซานตาเฟ แพ็ต จึงต้องควบคุมตัวนักโทษไป โดยตีตรวนนักโทษให้อยู่ในรถม้าคันหนึ่ง แล้วมีรถม้าอีก 2 คันตามมาพร้อมมือปราบและมีมือปราบพร้อมอาวุธครบมือขี่ม้าขนาบรถนักโทษอีก ตามด้วยมือปราบอาวุธครบมือขี่ม้าตามท้ายขบวนอีก ขืนใครคิดหนี มีหวังร่างพรุนแน่

เมื่อมาถึงลาสเวกัส แพ็ต ตั้งใจจะพักที่นี่สัก 2-3 วัน แต่ในเมืองเต็มไปด้วยผู้คืนที่ถือปืนสั้นปืนยาวกันสลอน.. เปล่า ไม่มีใครจะมาช่วยบิลลี่เดอะคิด หนี แต่ต้องการประชาทัณฑ์ หรือแขวนคอ เดฟ รูดาบอห์ หนึ่งในสมุนของบิลลี่ให้สมแค้น แพ็ตได้กลิ่นทะแม่งๆ จึงฝากนักโทษไว้แค่คืนเดียวและรีบนำขบวนรถม้าออกแต่เช้ามืดวันรุ่งขึ้น พวกเขาตรงไปยังสถานีรถไฟเพื่อมุ่งต่อไปซานตาเฟ ทั้งหมดขึ้นรถไฟได้ แต่รถไม่เคลื่อนขบวนไปไหน เพราะชาวเมืองก็พากันยึดขบวนรถไฟไว้ และขอให้แพ็ต มอบตัว เดฟ รูดาบอห์ ให้ชาวเมืองสำเร็จโทษ ชาวเมืองตะโกนโห่ร้องกันอย่างบ้าคลั่งให้มอบตัวเดฟ ให้พวกเขา แพ็ตจึงตัดสินใจตะโกนบอกฝูงชนว่า “หากผมถูกขัดขวางและถูกแย่งชิงนักโทษ ผมจะปล่อยตัวพวกเขาทั้งหมดให้เป็นอิสระและแจกปืนให้พวกเขาด้วย” ชาวเมืองเจอลูกนี้ของแพ็ตเข้าถึงกับเงียบเสียง บิลลี่ยิ้มร่าบอกกับแพ็ตว่า “แพ็ต กันขอปืนซักกระบอกซี..แล้วกันจะยืนเคียงข้างแก..” แพ็ตตอบว่า “พวกนี้มันไม่ต้องการตัวแกหรอก นอกจากรูดาบอห์ ชาวเมืองต้องการเล่นงานมัน” พอดีกับ ดอน มิกวน โอเตโร่ อดีตผู้ว่าการและคหบดีชาวเมืองนี้ให้ความเคารพนับถือ เข้ามาห้ามฝูงชนและประกาศว่า “พี่น้องทั้งหลาย นายอำเภอ แพ็ต การ์เร็ต จำเป็นต้องนำตัวผู้ต้องหาไป ซานตาเฟ เพื่อพิจารณาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม การที่ท่านทั้งหลาย ยึดขบวนรถไฟและพยายามจะนำตัวผูกระทำผิดมาลงโทษเองโดยพลการเช่นนี้ เป็นการกระทำผิดกฎหมายซึ่งอาจนำความเสียหายมาสู่พวกท่านเองในภายหลัง ฉะนั้น.. ท่านทั้งหลาย โปรดให้นายอำเภอ แพ็ต การ์เร็ต ทำตามหน้าที่ของเขาโดยครบถ้วนเถิด” ขาดคำดอน มิกวนได้เพียงอึดใจ เจ.เอฟ. โมเล่ย์ ผู้ตรวจการไปรษณีย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการรถไฟ ก็รีบขึ้นไปบนหัวรถจักรเปิดหวูดให้สัญญาณรถออก พนักงานรถไฟจึงเป็นอิสระจากการควบคุมตัวและเคลื่อนขบวนรถออกไปได้โดยไม่มีเหตุร้ายแรงใดๆ

บิลลี่และพรรคพวก ถูกแพ็ต นำตัวมาส่งให้นายอำเภอซิลวา ที่ซานตาเฟเรียบร้อย พร้อมกับรับค่าสินบนนำจับหัวละ 500 เหรียญไปตุงกระเป๋า แพ็ตเข้าพักโรงแรมหรูในเมืองเป็นที่สุขสำราญบานใจนัก ระหว่างถูกควบคุมตัว ผู้คุมใหญ่ เซอร์มัน หัวเสเก็บค่าเข้าชมหน้า จอมโจร บิลลี่เดอะคิด ได้เงินเป็นกอบเป็นกำทีเดียว

เดฟ รูดาบอห์ ถูกพิจารณาโทษเป็นคนแรกในข้อหาปล้นและฆ่าคนตาย มีคำตัดสินให้จำคุก 20 ปี รูดาบอห์ เข้าคุกไปได้ไม่นานก็แหกคุกหนีไปตายที่เม็กซิโก เพราะไปกำแหงดวลปืนกับมือปืนที่มีฝีมือเด็ดกว่า

บิลลี่ เดอะคิด และ วิลสัน ถูกส่งตัวไปพิจารณาโทษที่ศาลของรัฐบาลที่ เมซิลลา โทษหนักที่สุดของบิลลี่คือ โทษฐานฆ่านายอำเภอเบรดี้ แห่งเมืองลินคอล์น ในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1881 ผ้พิพากษา บริสตอล ได้อ่านคำพิพากษา ข้อความตอนท้ายว่า ”.. ศาลขอสั่งให้นำตัวจำเลยไปรับโทษที่เมืองลินคอล์นและให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในวันที่ 13 พฤษภาคม ระหว่าง 9 โมงเช้า ถึง บ่ายโมง 15 นาที จนกว่าจะถึงแก่ความตาย” ชะรอย.. บิลลี่ถึงคราวด่าวดิ้นเสียแล้ว..

แพ็ต การ์เร็ต ควบตัวบิลลี่มาเองถึงเมืองลินคอล์น เมื่อวันที่ 20 เมษายน เหลืออีกเกือบเดืนกว่าจะถึงวันประหาร แต่เนื่องจากห้องขังของเมืองเก่าและทรุดโทรมเกินไป บิลลี่จุงถูกคุมขังไว้ที่ห้องหนึ่งบนชั้นสองของร้าน เมอร์ฟีโดลัน ส่วนนักโทษประหารคนอื่นๆ ถูกคุมขังในห้องชั้นล่าง บิลลี่ ถูกใส่กุญแจมือและตีตรวนไว้แน่น มีผู้คุมของคนทำหน้าที่ดูแลคือ โรเบิร์ต โอลินเยอร์ และ เจ.วี. เบลล์

โอลินเยอร์เกลียดชังบิลลี่นัก เขาพยายามหาโอกาสแหย่ให้บิลลี่ฮึดสู้จะได้ยิงเสีย สารพัดจะนึกวิธีแกล้งได้ ถึงขนาดเอาชอล์กมาขีดเส้นกันห้องพร้อมกำชับว่า ถ้าบิลลี่ข้ามเส้นมาเมื่อไรจะยิงเข้าให้ในทันที “กันอยากยัดลูกปืนเข้าท้องแกเต็มทนแล้วว่ะไอ้หนู ทำไม่แกไม่ลองแหกคุกอีกซักทีล่ะ กันจะยิงแกสมใจซะทีว่ะ” โอลินเยอร์ สบถอย่างนี้ทุกครั้งที่เข้ารับเวรควบคุมตัว แต่บิลลี่ หันหน้าไปสบตามโอลินเยอร์แล้วยิ้มให้ นั่นยิ่งทำให้โอลินเยอร์หงุดหงิดงุ่นง่านอยากจะเอาปืนยิงบิลลี่หนักเข้าไปอีก โดยมันไม่รู้ตัวเลยว่า รอยยิ้มอย่างนี้แหละ หมายถึงว่า ถ้าบิลลี่รอดออกไปได้เมื่อไหร่ ไอ้ผู้คุม โอลินเยอร์ จะต้องเป็นศพแรก!

ระหว่างที่ยังไม่ถึงเวลาประหาร แพ็ต การ์เร็ต จะต้องไปเก็บภาษีที่ ลอสตาโบลส และจะเลยไปสั่งซื้อท่อนไม้มาทำหลักแขวนคอบิลลี่ ที่ ไวท์โอ๊ค ก่อนไป แพ็ต กำชับ 2 ผู้คุมตัวบิลลี่ว่า “มันเป็นคนเหลี่ยมจัด ขอให้จำไว้ว่า หากมีแม้เพียงรูหนูรูเดียวที่ไม่ได้รับการระแวดระวัง มันจะพาตัวหนีไปทางรูนั้นทันที” ทั้งสองรับคำแพ็ตเป็นแม่นมั่นว่าจะดูแลทุกฝีก้าว ทุกลมหายใจของบิลลี่ โอลินเยอร์เพิ่มมาตรการ ห้ามเยี่ยม อีกเด็ดขาด ส่วน เบลล์ กลับยอมให้เพื่อนบางคนมาเยี่ยมบิลลี่ได้ เบลล์ประมาทซะแล้ว!

แซม คอร์เบ็ต เพื่อนของบิลลี่ ส่งข่าวให้เขาจากจดหมายชิ้นเล็กๆที่วูกไว้ในฝ่ามือโดยส่งขณะจับมือทักทายกัน จดหมายมาจาก โฮเซ่ อควาโย เพื่อนชาวเม็กซิกัน บอกว่า ได้แอบเอาปืนสั้นพร้อมกระสุนห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ ซุกไว้ในหลุมที่ขุดแล้วกลบไว้มิดชิดมุมห้องน้ำด้านนอกตัวอาคาร บิลลี่มีความหวังขึ้นมานิดๆ ในสมองครุ่นคิดแผนการหนีอย่างเงียบเชียบ...

เที่ยงวันที่ 28 เมษายน โอลินเยอร์ ออกเวรให้เบลล์รับช่วงต่อ แล้วโอลินเยอร์ก็ไปกินอาหารกลางวันที่ร้านฝั่งตรงข้าม บิลลี่ ชวนเบลล์ เล่นไพ่ฆ่าเวลา เบลล์ ไม่มีอะไรอาฆาตกับบิลลี่ และให้บิลลี่ทำตัวตามสบายไม่เคร่งครัดอะไรนัก เล่นไปซักพัก บิลลี่ก็บอกเบลล์ว่า ไขกุญแจตรวนที่เท้าให้หน่อย เพราะอยากจะไปห้องน้ำซักหน่อย แต่เบลล์ตอบว่า “เห็นทีแกจะต้องไปทั้งๆที่มีตรวนอย่างนี้นี่แหละ แพ็ตไม่ยอมให้พวกเราถือกุญแจไว้” ถึงจะไม่มีทางปลดตรวน บิลลี่ก็ยังไม่ล้มเลิกแผนการหนี เขาเดินนำหน้าเบลล์ลงไปห้องน้ำที่สร้างไว้ข้างนอกตัวอาคาร บิลลี่เข้าห้องน้ำโดยลำพัง เบลล์ยืนคุมอยู่ด้านนอกโดยไม่ระแวงสงสัยอะไร บิลลี่ พบปืนที่ อควาโย ซ่อนเอาไว้ให้แล้วเอามาเหน็บไว้ขอบเอวเอาชายเสื้อปิดคลุมไว้ ถ่วงเวลาซักพักก็ออกมาทำเป็นว่าทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย พอถึงระยะประชิดตัว บิลลี่ก็ชักโคลท์ .45 ขึ้นมาจ่อหน้าอกเบลล์ “ถ้าแกยังไม่อยากตาย ก็ทำตามคำสั่ง อย่ามีพิรุธ เดินหน้าพากันขึ้นไปห้องขังก่อน เร็ว” บิลลี่ส่งเสียงขู่กร้าว

เบลล์ไม่ขัดขืนเพราะรู้ว่าบิลลี่ไม่เอาแต่พูดแน่ จึงเดินนำหน้าไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอถึงห้องโถงยาวก่อนจะถึงห้องขัง เบลล์ตัดสินใจเผ่นหนีย้อนลงบันไดมา บิลลี่หมุนตัวเหนี่ยวไก “เปรี้ยง..” เพราะถูกใส่กุญแจมือ กระสุนพลาดเป้า แต่ดวงคนมันถึงฆาต กระสุนแฉลบหัวบันไดเข้าใต้รักแร้ด้านซ้ายของเบลล์ม้วนกลิ้งตกบันไดลงไปถึงพื้นชั้นล่าง เหมือนโกหก.. เบลล์ยังลุกโซซัดโซเซออกไปด้านหลัง แล้วไปสิ้นใจในอ้อมแขนของ คอส พัสดีเรือนจำที่ผ่านมาเมืองนี้พอดี

บิลลี่ โขยกตัวพร้อมโซ่ตรวนไปเอาลูกซองแฝดของโอลินเยอร์ก่อนอื่น แล้วไปแอบหลังหน้าต่างด้านตะวันออกที่มองเห็นร้านอาหารฝั่งตรงข้ามชัดเจน โอลินเยอร์ ได้ยินเสียงปืนก็ถลาออกมาหน้าร้าน หมายจะวิ่งเข้าที่อาคารที่คุมขัง พอใกล้จะถึงก็มีเสียงเรียกจากหน้าต่างซะก่อน “เฮ้.. บ๊อบ!” โอลินเยอร์ แหงนหน้าขึ้นไปแล้วก็ ต้องตกลึงตาค้างเมื่อเห็นบิลลี่จ้องปากกระบอกลูกซองแฝดมาที่เขา และภายในเสี้ยววินาที ลำกล้องหนึ่งก็ระเบิดกระสุนตูมออกมา โอลินเยอร์หงายหลังไปนอนขาดใจกลางถนนตรงนั้นเอง

บิลลี่ เป็นอิสระจากกุญแจมือโดยไม่มีใครรู้ว่าเขาปลดมันได้ยังไง ส่วนตรวนที่เท้า เขาใช้อีเตอร์งัดจนมันหลุดได้ข้างหนึ่ง แล้วโยนข้างที่หลุมัดไว้กับขอบกางเกงแล้ว แจ้นผลิวลงมาข้างล่าง โดดขึ้นม้าของชายคนหนึ่งชื่อ เบิร์ต ควบฝุ่นตลบหนีไปทันที ไม่มีใครไล่ตามแม้แต่คนเดียว ไม่มีใครรู้ว่า เพราะกลัวฝีมือของบิลลี่ หรือเพราะเอาใจช่วยให้เขาหนีได้กันแน่

ดึกวันเดียวกัน พอแพ็ต กลับมาแล้วรู้เรื่องบิลลี่หนีไปได้ แถมยังฆ่าผู้คุมตายถึง 2 คน เขาถึงกับสะอึกสะท้อนอยู่ในใจด้วยความเจ็บปวด มันยิ่งกว่ากระตุกหนวดเสือ แต่แพ็ต ก็ไม่ได้รีบตามไปในทันที เขาเชื่อว่า บิลลี่ คงไม่ข้ามไปเม็กซิโกแน่ เขาคงจะวนเวียนอยู่ในถิ่นเก่าเหมือนอย่างที่เคย บิลลี่คงจะไม่ยอมทิ้งถิ้นเดิมเป็นแน่

จริงดังคาด ไม่นานแพ็ตได้ข่าวจากสายถึงการปรากฎตัวของบิลลี่ แถวๆ นิวเม็กซิโก และขึ้นล่อง ฟอร์ด ซัมเนอร์ กับเพื่อนชาวเม็กซิกัน หลายครั้งก็ไปถึง ไวท์โอ๊ค แพ็ต ไม่เคยคิดสังหารบิลลี่แต่เหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้ ทำให้แพ็ตตั้งใจจับตายบิลลี่ โดยไม่ลังเลอีกต่อไป คำว่าเพื่อนเป็นอันหมดสิ้นกัน...
ที่มา http://www.angelfire.com/nm/boybanditking/pageLastEscape.html

ภาพวาดจำลองเหตุการณ์ ขณะบิลลี่ ยิง โอลินเยอร์


ภาพอาคาร Lincoln Heritage Trust Museum. ที่เดิมเป็นร้าน เมอร์ฟีโดลัน แสดงหน้าต่างบานที่บิลลี่ ยิง โอลินเยอร์


ภาพเมื่อมองผ่านหน้าต่างบนตัวอาคารแสดงจุดสังหาร โอลินเยอร์


ภาพตรวนที่เชื่อกันว่า ใช้ล่าม บิลลี่ เดอะคิด


13 กรกฎาคม แพ็ต กับมือปราบอีก 2 คน เข้าไป ฟอร์ด ซัมเนอร์ และไปตั้งกองบัญชาการการจับกุมบิลลี่อย่างลับๆ ในสวนต้นพีช ใกล้กับป้อมเก่าแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเมือง ถัดสวนพีชไปเป็นค่ายทหารเก่า ที่กลายเป็นที่อาศัยของครอบครัวเม็กซิกันและคนผิวขาวบางครอบครัวไปแล้ว ซึ่งหนึ่งในคนที่อาจจะทำให้บิลลี่ วนเวียนไม่ไปไกลนัก คือ เซลซ่า คุลเตเรส เพื่อนสาวของเขาอยู่ที่นี่ พอตกค่ำ ท้องฟ้ามืดสนิท แพ็ต การ์เร็ต จอห์นโป และ แม็กกินเนย์ ก็ออกจากที่ซุ่ม ไปยังอาคารที่ พิต แม็กซ์เวล อาศัยอยู่ แพ็ต ต้องการสอบถาม พิต ว่าได้พบเห็นบิลลี่บ้างหรือไม่ เขาเข้าไปหาพิต ในห้องนอน ส่วนผู้ช่วยยืนคอยอยู่ข้างนอกอาคาร

บิลลี่ เพิ่งกลับจากเต้นรำกับชาวเม็กซิกันแล้วเกิดหิวขึ้นมา จึงออกจากที่ซ่อนตัวไปที่เรือนใหญ่ เพราะที่นั่นมีขาวัวแขวนอยู่ตรงหน้าระเบียง บิลลี่ ไม่ได้ใส่รองเท้า ไม่ได้สวมหมวก ถือมีดไปเล่มนึง ขณะที่เขาเดินตัดสนามมา ก็เห็นร่างของคนแปลกหน้าหายเข้าประตูไป และอีกสองคนเตร่อยู่หน้าอาคาร ท่าจะไม่ดีซะแล้ว บิลลี่ใช้เงามืดของอาคารพรางตัว ดึงปืนที่เหน็บไว้ขึ้นมาถือในมือ แล้วค่อยเลาะไปตามรั้ว จนกระทั่งอ้อมมาถึงประตูหลังบ้าน เขาผลักประตูแล้วเข้าไปเงียบๆ ตรงไปยังห้องนอนของพิต

แพ็ต การ์เร็ต กำลังคุยกับพิต อยู่โดยไม่จุดตะเกียง และแพ็ต ก็รู้แล้วว่า บิลลี่ อาศัยอยู่ในอาคารหลังนี้ เพียงแต่เขากำลังนึกวางแผนจับกุมอยู่ จู่ๆ ประตูห้องนอนก็เปิดออก.. ในห้องก็มืดจนมองอะไรไม่เห็น ทางฝั่งประตู ที่บิลลี่เปิดเข้ามา ก็เป็นเพียงร่างคนมืดๆ ที่มองไม่เห็นหน้า บิลลี่มองไม่เห็นแพ็ต ที่นั่งอยู่ตรงหัวเตียงของพิต บิลลี่เดินเข้าจนชิดเตียงแล้วโน้มตัวลงกระซิบถามพิตเบาๆ “พวกนั้นเป็นใคร พิต..”
พิต ตอบออกไปเบาๆ “เขาละ..”

พริบตานั้น บิลลี่รู้สึกถึงลมหายใจแผ่วเบาของบุคคลที่สามภายในห้อง นิ้วของเขาเลื่อนมาง้างนกดังกริก ปืนเขาอยู่ห่างอกแพ็ต ไม่ถึงฟุต เขาถลาถอยหลังออกไปพร้อมกับร้องถาม “แกเป็นใคร” สิ้นเสียงของบิลลี่ แพ็ตกระชากปืนเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิงเข้าใส่ร่างตะคุ่มๆ 1 นัด แล้วพลางทิ้งตัวลงหมอบกับพื้น พร้อมกับส่งกระสุนนัดที่สองไปยังร่างนั้นๆ แสงจากปลายลำกล้องวาบๆ สองครั้งแล้วร่างตะคุ่มทางหน้าประตูก็ล้มลง มีเสียงหายใจอึกอักๆ แล้วก็เงียบไป บิลลี่ ขาดใจตายตรงนั้นเอง!

สิ้นเสียงปืน ผู้คนต่างจุดตะเกียงแล้ววิ่งมาทางต้นเสียง บิลลี่ โดนกระสุนนัดแรกตัดขั้วหัวใจ ส่วนนัดที่สองพลาด เมียของพิ๖ผวาเข้ามากอดร่างที่แน่นิ่ง เธอก่นด่าแพ็ตไม่ขาดปากสลับกับร่ำรำพันกับร่างไร้วิญญาณเป็นภาษาสเปนว่า “โธ่..ไอ้ตัวเล็กของแม่ ไอ้ตัวเล็กของแม่..”

แพ็ตส่งคนไปบอกกับกรรมการเมืองมาเพื่อเป็นสักขีพยานในการชันสูตรพลิกศพบิลลี่ ส่วนตัวเขาและลูกน้องอีกคนหนึ่ง ไปยึดอาคารอีกแห่งหนึ่งเป็นที่มั่น เพราะชาวเม็กซินกันในฟอร์ด ซัมเนอร์ ทุกคนรักบิลลี่ และพากันโกรธแค้นแพ็ตอย่างรุนแรง ไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นนอกจากขว้างปาข้าวของก้อนหินเข้าใส่เท่านั้น กรรมการเมืองตรวจสฑเสร็จแล้วก็รีบออกไปพร้อมกับแพ็ตและลูกน้องกลับเมืองลินคอล์นทันที ไม่อย่างอยู่ให้เสียงโดนอย่างอื่นมากกว่า ข้าวของหรือก้อนหินปาเอา ขณะที่ชาวฟอร์ด ซัมเนอร์ ต่างสวดไว้อาลัยให้บิลลี่อย่างเศร้าสร้อย


ภาพจาก http://www.angelfire.com/nm/boybanditking/OldFortSumner.html


ภาพจำลองเหตุการณ์ที่แพ็ตการ์เร็ต ยิง บิลลี่ เดอะคิด ตายในห้องของ พิต แม็กซ์เวล


 

Relate