ศูนย์รวมบทความคาวบอย อินเดียนแดง เม็กซิกัน

Hank Williams







แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ Hank Williams
ที่มาของเนื้อหาและภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Hank_Williams

ชื่อเดิม Hiram King Williams เป็นที่รู้จักในนาม Hank Williams, Hank Williams I, Hank Williams, Sr., Luke the Drifter, Hank Senior

วันเกิด 17 สิงหาคม ค.ศ. 1923 สถานที่ : Mount Olive, Alabama
จากไปเมื่อ 1 มกราคม ค.ศ. 1953 (อายุ 29 ปี) สถานที่ Oak Hill, West Virginia
ประเภทของเพลง Country , Western
อาชีพ นักร้อง, นักประพันธ์เพลง, นักดนตรี (ร้อง,กีตาร์,ฟิดเดิล)
วงที่เคยร่วมงาน Drifting Cowboys
เวปไซต์ www.hankwilliams.com

ไฮแรม คิง “แฮงค์ วิลเลี่ยมส์” (17 สิงหาคม ค.ศ. 1923 – 1 มกราคม ค.ศ. 1953) เป็นนักร้องอเมริกัน นักประพันธ์เพลง และนักดนตรีผู้ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเพลงคันทรี่ และเป็นผู้มีอิทธิพลต่อนักประพันธ์เพลงในศตวรรษที่ 20 เป็นผู้ริเริ่มสไตล์ ฮองกี้ ท๊องค์ (honky tonk style) [Honky Tonk เป็นแบบของเพลงทางใต้สุดและตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกัน ที่เป็นสำเนียงแบบขี้เมาช้ำรัก พร่ำรำพันถึงคนรักด้วยความห่วงอาวรณ์และเมามาย] เขาสร้างเพลงฮิตไว้มากมาย และเสียชีวีตในวัยยังหนุ่มแน่นเมื่ออายุเพียง 29 ปี

แฮงค์ วิลเลี่ยส์ เคยทำเพลงทั้ง ป๊อป กอสเปล (Gospel : บทเพลงสรรเสริญพระเจ้า) บลูส์ และร็อค
ลูกๆของเขา ลูกชาย : แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ จูเนียร์ (Hank Williams, Jr. ลูกสาว : เจ็ตต์ วิลเลี่ยมส์ (Jett Williams) หลาน : ฮอลลี่ วิลเลี่ยมส์ และ ฮิลารี่ วิลเลี่ยมส์ (Holly Williams, Hilary Williams) ล้วนได้รับมรดกเป็นนักร้องเสียงทอง เพลงของเขาเป็นแรงจูงใจให้มีนักร้องยอดนิยมรุ่นหลังนำเพลงของเขามาทำใหม่มากมาย อาทิ บ๊อบ ดีแล่น (Bob Dylan), เบ็ค (Beck) [ฟังเพลง Your Cheatin’ Heart โดย Beck ที่ http://www.recidivism.org/music/04%20Your%20Cheatin%27%20Heart.mp3] , จอนนี่ แคช (Johnny Cash), โทนี่ เบ็นเน็ท (Tony Bennett), แพ็ตซี่ ไคลน์ (Patsy Cline), เรย์ ชาร์ลส์ (Ray Charles) และ หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong)



เด็กชายแฮงค์ วิลเลี่ยมส์ เกิดในบ้านแบบล็อคเคบิน (Log Cabin) ที่ Mount Olive, Alabama เป็นบุตรคนที่ 3 ของ เอลองโซ่ ฮูเบิ้ล (หรือ ลอน วิลเลี่ยมส์ Elonzo Huble "Lon" Williams) และ เจสซี่ ลิลลี่เบลล์ (ลิลลี่ สคิปเปอร์ Jessie Lillybelle "Lillie" Skipper) ชื่อของเขาตั้งจาก King Hiram I of Tyre ผู้สถาปนาอาณาจัก Masons ตามตำนานของ Masonic แต่มักจะถูกเรียกชื่อเพี้ยนเป็น ฮิเรียม เสมอๆ ชื่อเล่นที่พี่น้องเรียกคือ ฮาร์ม (Harm) เขามีโรดความผิดปกติของกระดูกสันหลังติดตัวมาด้วยซึ่งทำให้เขาเจ็บปวดไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เขาใช้เหล้าและยาช่วยบรรเทาความเจ็บปวด แฮงค์ เป็นบุตรคนสุดท้องของพี่ชายที่เสียชีวิตหลังจากเกิดไม่นาน และ ไอรีน พี่สาว
พ่อของแฮงค์ เป็นพนักงานของบริษัทวางรางและไม้หมอนรถไฟ ที่มักจะทำกันทั้งครอบครัวที่มาจากทางใต้ของ อลาบาม่า ในปี ค.ศ. 1930 แฮงค์หนุ่มน้อยวัยเพิ่ง 7 ขวบ พ่อของเขาป่วยเป็นอัมพาตที่ใบหน้า ที่คลีนิคของทหารผ่านศึกใน เพนซาโคล่า, ฟลอริด้า แพทย์วิเคราะห์ว่าสาเหตุเกิดจาก ภาวะเส้นเลือดโป่งพองในสมอง จึงส่งพ่อของแฮงค์ไปรักษาที่ศูนย์การแพทย์ ในอเล็กซานเดรีย, หลุยส์เซียน่า และเป็นคนป่วยอยุ๋ที่นี่ถึงแปดปี โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีญาติพี่น้องในตระกูลมาเหลียวแลเลย
ในปี ค.ศ. 1931 ลิลลี่ แม่ของแฮงค์ ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่ จอร์เจียน่า, อลาบาม่า ที่นี่เธอได้งานเป็นผู้จัดการธุรกิจบ้านเช่า และหาทำงานพิเศษอีก 5 อย่างเพื่อลูกๆของเธอในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำสุดๆ เธอทำงานในโรงงานอาหารบรรจุกระป๋อง และทำงานเป็นพยาบาลเฝ้าไข้กะกลางคืน ฮิเรียม และ ไอรีน ก็ช่วยครอบครัวด้วยการขายถั่ว, รับจ้างขัดรองเท้า, ส่งหนังสือพิมพ์ และงานอื่นๆเท่าที่หาได้ และด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐ เจ. เลสเตอร์ ฮิลล์ ทำได้ครอบครัวของเธอได้รับเงินชดเชยจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ จากภาวะการเจ็บป่วยของ ลอน วิลเลี่ยมส์ ซึ่งทำให้ฐานะของครวบครัวดีขึ้นมาก ในปี ค.ศ. 1993 หนุ่มน้อยแฮงค์ ย้ายไปอยู่กับลุงและป้า วอลเตอร์และอลิซ แม็คนีลที่ ฟาวเท่น, อลาบาม่า และญาติของเขา โอปอล แม็คนีล ก็ไปอยู่ที่บ้านเขาในจอร์เจียเนียเพื่อเรียนไฮสกูล ป้าอลิซ สอนให้เขาเล่นกีตาร์ ขณะที่ญาติเขา เจ.ซี แม็คนีล สอนให้เขาดื่มเหล้า
ฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1934 ครอบครัววิลเลี่ยมส์ ก็ย้ายไป กรีนวิลล์, อลาบาม่า ที่ซึ่ง ลิลลี่เปิดธุรกิจบ้านให้เช่าข้างๆ ศาลพิจาณาคดี บัตเล่อร์ (Butler County Courthouse) ปี ค.ศ. 1937 แฮงค์ก็มีเรื่องกับโค้ช ครูพละศึกษา แม่ของแฮงค์ ขอให้โรงเรียนไล่โค้ชออก แต่โรงเรียนปฏิเสธ เธอจึงคิดจะย้ายครอบครัวไป มอนต์โกเมอรี่

ภาพ บ้านของ แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ ภาพจาก http://www.pbase.com


อาชีพ

ปี ค.ศ. 1937 ครอบครัววิลเลี่ยมส์ และ แม็คนีล ทำธุรกิจบ้านเช่า ในถนน เซ้าท์เพอรี่ ในดาวน์ทาวน์ของ มอนต์โกเมนี่ ช่วงเวลานี้เองที่ หนุ่มน้อยไฮแรม เปลี่ยนชื่อจากเดิมมาเป็น แฮงค์ ซึ่งเขาคิดเองทำเองและว่ามันเหมาะสมกับอาชีพในถนนดนตรีคันทรี่ หลังจากเลิกเรียนและวันหยุด แฮงค์ก็ร้องเพลงและเล่นกีตาร์ ซิลเวอร์สโตน ที่ริมทางเท้าหน้าสถานีวิทยุ WSFA ไม่นานนัก โปรดิวเซอร์ของสถานีก็มาเห็นเข้าและชื่นชอบ ซึ่งเขาได้เชิญหนุ่มแฮงค์ไปเล่นสดออกอากาศ ผู้ฟังต่างถามหานักร้องหนุ่มน้อยอีก ทำให้โปรดิวเซอร์จ้างแฮงค์เล่นสดสองครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 15 นาทีโดยให้ค่าจ้างสัปดาห์ละ 15 ดอลล่าร์ ซึ่งเป็นเงินมากโขสำหรับเด็กหนุ่มในสมัยนั้น ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1938 โรงพยาบาลให้ ลอน วิลเลี่ยมส์ พ่อของเขาได้กลับบ้านชั่วคราว ลอน กลับมาบ้านใน มอนท์โกเมอรี่โดยไม่บอกใครเลย ลิลลี่ ไม่ค่อยชอบใจนักที่ลอนต้องการจะเป็นผู้ดูแลธุรกิจบ้านเช่าเสียเอง แต่ลอนก็อยู่ได้นานเพียงแค่ฉลองวันเกิดแฮงค์ในเดือนสิงหาคม ก่อนจะกลับไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลในหลุยส์เซียน่า
ความสำเร็จของการแสดงสดออกอากาศในรายการวิทยุเป็นทางนำเขาไปสู่อาชีพนักดนตรี เงินเดือนที่ได้รับ พอที่เขาจะตั้งวงดนตรีของตัวเอง ในที่สุดก็ตั้งวง ดริฟท์ติ้ง คาวบอย (Drifting Cowboy) สมาชิกวงยุดแรกสุดคือกีตาร์ - แบรกซ์ตั้น ชัพเฟิร์ด, ฟิดเดิล – เฟรดดี้ บีช, เบส/กีตาร์/แฮมมอนิก้า – สมิธ เฮสซี่ อแดร์, เจมส์ อี.(จิมมี่) พอร์เตอร์ – สตีล กีตาร์ อายุน้อยที่สุด เพียง 13 ปี ของวงดริฟท์ติ้ง คาวบอย, อาเธอร์ – แต่งเพลง/กีตาร์ ดริฟท์ติ้งคาวบอย ออกท่องตระเวนโชว์ไปทั่วอลาบาม่า และตั้งคลับขึ้นสำหรับปาร์ตี้ส่วนตัว แฮงค์ ออกจากโรงเรียนกลางคัน เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1939 เพื่อจะทำสิ่งที่เขารักเต็มเวลากับวงดริฟท์ติ้ง คาวบอย ดูเรื่องราวของวง ดริฟท์ตั้ง คาวบอย เพิ่มเติมได้ที่ http://www.angelfire.com/ny3/thedriftingcowboys/
ลิลลี่ ผันตัวมาเป็นผู้จัดการวง ดูแลการจองตั๋ว, ต่อรองค่าตัว และทำหน้าที่สารถีพาวงไปแสดงที่ต่างๆ เมื่อไม่ต้องกังวงเรื่องการเรียนของแฮงค์อีก วงก็ได้ไปแสดงไกลถึงจอร์เจียตะวันตก และ ฟลอริด้า แพนแฮนเดิ้ล ระหว่างนี้ หนุ่มแฮงค์ก็ยังกลับมาโชว์สดในรายการวิทยุที่ มอนท์โกเมอรี่ทุกสัปดาห์

เมื่ออเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1941 ซึ่งเป็นจุดเริ่มความลำบากของหนุ่มแฮงค์ วิลเลี่ยมส์ สมาชิกวงทุกคนต้องไปเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ สมาชิกใหม่ของวงที่มาเล่นแทนก็อยู่ได้ไม่นานเพราะความเมามายของแฮงค์ที่เข้าขั้นติดเหล้า รอย อะคัฟ ดาราแห่ง แกรนด์ โอลด์ พรี (Grand Ole Opry) ไอดอลของแฮงค์ ก็เคยเตือนเขาถึงอันตรายของแอลกอฮอล์ แฮงค์ยังแสดงต่อทั้งๆที่อาการติดเหล้าหนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ในปี ค.ศ. 1942 สถานีวิทยุ WSFA ก็เลิกจ้างเขาอีก เพราะ เมาจนคุมสติไม่ได้

อาชีพในเวลาต่อมา
แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ มีเพลงฮิตอันดับ 1 ถึง 11 เพลง คือ "Lovesick Blues", "Long Gone Lonesome Blues", "Why Don't You Love Me?", "Moanin' the Blues", "Cold, Cold Heart", "Hey Good Lookin'", "Jambalaya (On the Bayou)", "I'll Never Get Out of This World Alive", "Kaw-Liga", "Your Cheatin' Heart", "Take These Chains From My Heart" และติดอันดับท๊อปเท็นอีกมากมาย
ในปี ค.ศ. 1943 แฮงค์ ได้พบกับ ออเดรย์ เชพพาร์ด ผู้ซึ่งมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เขาและทำให้ความโด่งดังของเขาเพิ่มมากขึ้น ปี ค.ศ. 1946 แฮงค์ อัดแผ่นซิงเกิ้ล 2 เพลงกับ สเตอลิ่งค์ เร็คคอร์ด เพลง —"Never Again" (1946) และ "Honky Tonkin” (1947) ซึ่งทั้งสองเพลงประสบความสำเร็จ ต่อมาแฮงค์ได้เซ็นสัญญากับ เอ็มจีเอ็ม เร็คคอร์ด และออกเพลงคันทรี่ยอดฮิต "Move It On Over" เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1948 แฮงค์ได้ร่วมงานกับ หลุยส์เซียน่า เฮย์ไรด์ ที่ออกอากาศจาก เชฟพอร์ต หลุยส์เซียน่า ซึ่งทำให้เขาดังไปทั่วตะวันออกเฉียงใต้ และหลังจากมีเพลงฮิตทั่วไปไม่นานนัก แฮงค์ทำเพลง "Lovesick Blues" ในเวอร์ชั่นของ เร็กซ์ กริฟฟิน ในปี ค.ศ. 1949 ที่ทำให้เขากลายเป็นศิลปินเพลงคันทรี่ยอดฮิตทั่วประเทศ
ในปีนั้น เขาแสดงที่ แกรนด์ โอลด์ พรี และได้รับการปรบมือให้เกียรติถึง 6 ครั้งด้วยกัน เขาได้รับ บ๊อบ แม็กเน็ต (กีตาร์) ฮิลเลียส บัททรัม (เบส) เจอรี่ ริเวอร์ส์ (ฟิดเดิล) และ ดอน เฮล์ม (สตีล กีตาร์) เพื่อทำเพลงเวอร์ชั่นพิเศษของ ดริฟท์ติ้ง คาวบอย และในปี้นี้เช่นกัน ออเดรย์ วิลเลี่ยมส์ ภรรยาของเขาได้ให้กำเนิด แรนดอล แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ (แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ จูเนียร์)
ปึ ค.ศ. 1949 แฮงค์ ได้ออกเพลงฮิต 7 เพลงต่อจาก Lovesick Blues" คือ "Wedding Bells", "Mind Your Own Business", "You're Gonna Change (Or I'm Gonna Leave)" และ "My Bucket's Got a Hole in It"
"Luke the Drifter"
ปี ค.ศ. 1950 แฮงค์ เริ่มอัดแผ่นในชื่อ Luke the Drifter ชื่อที่เขาใช้สำหรับแสดงความเชื่อทางศาสนา ซึ่งเนื้อเพลงส่วนใหญ่เป็นแบบการท่องบ่น ซึ่ง ดีเจที่จัดรายการวิทยุ และคนเปิดตู้เพลง ไม่ชื่นชอบนัก เพราะชื่อ "Luke the Drifter" ที่แฮงค์ใช้ในการทำตลาด ในช่วงนี้ แฮงค์ก็ยังปล่อยเพลงฮิต "My Son Calls Another Man Daddy", "They'll Never Take Her Love from Me", "Why Should We Try Any More?", "Nobody's Lonesome for Me", "Long Gone Lonesome Blues", "Why Don't You Love Me?", "Moanin' the Blues" and "I Just Don't Like This Kind of Livin'
ปี ค.ศ. 1951 "Dear John" เป็นเพลงฮิต และด้าน B ของแผ่น เพลง "Cold, Cold Heart" ก็กลายเป็นเพลงสุดยอดฮิต ในเวอร์ชั่นของศิลปินเพลงป๊อปอันดับหนึ่ง โทนี่ เบ็นเน็ต (Tony Bennett) และเป็นเพลงของเขาเพลงแรกที่ดังในประเภทที่ไม่ใช่เพลงคันทรี่ เพลง "Cold, Cold Heart" ได้มีการทำเพลงใหม่โดยศิลปินอีกหลายคนอาทิ Guy Mitchell, Casino Steel, Teresa Brewer, Dinah Washington, Lucinda Williams, Jerry Lee Lewis, Cowboy Junkies, Frankie Laine, Jo Stafford, and Norah Jones, และอีกหลายคน และปีนี้เช่นกัน แฮงค์ได้ออกเพลงฮิตอีกซึ่งมีเพลง "Crazy Heart" รวมอยู่ด้วย
ชีวิตส่วนตัว
15 สิงหาคม ค.ศ. 1944 แฮงค์ แต่งงานกับ ออเดรย์ เชพพาร์ด ซึ่งเป็นการแต่งงานครั้งที่สอง ลูกชายของเขา แรนดอล แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ ผู้สืบทอดของเขา เกิดเมื่อ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ชีวิตสมรสของเขา มีแต่ความรุนแรงและแตกแยกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอาการติดเหล้า มอร์ฟีน และยาแก้ปวด เพื่อบรรเทาอาการปวดหลังของเขากับโรคประจำตัวที่มีมาแต่กำเนิด เขาและภรรยา หย่าร้างกัน เมื่อ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1952
ปี ค.ศ. 1952 แฮงค์ กลับไปอยู่กับแม่ และออกเพลงฮิตอีกมายมาย อาทิ "Half as Much", "Jambalaya (On the Bayou)", "Settin' the Woods on Fire", "You Win Again" และ "I'll Never Get Out of This World Alive" อาการติดยาของแฮงค์เนื่องจากความเจ็บปวดของโรคกระดูกสันหลัง สร้างปัญหาอย่างมากและทำให้เขาควบคุมตัวเองไมได้ ทำให้เขาต้องย้ายไป แนชวิลล์ และหย่ากับภรรยาอย่างเป็นทางการ หลังจากนี้ เขาได้มีความสัมพันธ์กับ บ๊อบบี้ เจ็ตต์ (Bobbie Jett) และผลคือ ลูกสาวที่เกิดมาหลังจากเขาเสียชีวิตได้ไม่นาน
11 สิงหาคม ค.ศ. 1952 ถูกไล่ออกจาก แกรนด์ โอลด์ พรี และถูกห้ามกลับมาอีกจนกว่าจะเลิกยาเลิกเหล้าได้ แฮงค์จึงไปร่วมงานกับ หลุยส์เซียน่า เฮย์ไรด์อีกครั้ง จากนั้นไม่นาน ดริฟท์ติ้ง คาวบอยก็วงแตก เพราะแฮงค์ดื่มหนักขึ้น และไม่ได้รับค่าตัว
18 ตุลาคม ค.ศ. 1952 แฮงค์ แต่งงานกับ บิลลี่ จีน โจนส์ Billie Jean Jones Eshlimar (เกิด ค.ศ. 1933) ที่ มินเดน หลุยส์เซียน่า เป็นการสมรสครั้งที 2 ที่หย่าร้างพร้อมทั้งมีลูกด้วยกัน สองวันถัดมา มีงาน เฉลิมฉลอง ที่ นิว ออลีนส์ ซิวิค ออดิทอเรี่ยม ตั๋ว 14,000 ที่นั่ง ต่อรอบถูกขายเกลี้ยง มีการเขียนข่าวว่า แฮงค์ อยากให้การแสดงของทั้งสองงานนี้ไม่เป็นผลต่อ ออเดรย์ ที่อยากให้แฮงค์กลับไปอยู่ด้วยและเขาก็ไม่ได้เห็นหน้าลูกอีกเลย หลังจากเขาเสียชีวิต คำพิพากษากล่าวว่า การแต่งงานของแฮงค์กับออเดรย์ ไม่ถูกต้อง เพราะการหย่ากับ บิลลี่ จีน ยังไม่มีผลจนกว่าจะครบ 11 วัน ภรรยาคนแรก ออเดรย์ และแม่ของเขา ลิลลี่ ได้อุทธรณ์ต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดก โดยใช้เวลาหลายปี คณะลูกขุนได้มีความเห็นว่า แฮงค์ ได้แต่งงานกับออเดรย์ ก่อนที่การหย่าของเธอจะเป็นผล (ออเดรย์หย่าร้างมาก่อนสมรสกับแฮงค์) ซึ่งเป็นวันที่ 10 หลังจากหย่าร้างมา ซึ่งตามกฎหมายแล้ว จะสมรสใหม่ได้ ต้องหลังจาก 60 วันไปแล้ว
22 ตุลาคม ค.ศ. 1975 ศาล แอตแลนต้า ได้มีคำตัดสินว่า การสมรสของแฮงค์ วิลเลี่ยส์ และ บิลลี่ จีนถูกต้องและเธอเป็นผู้รับผลประโยชน์จากสิทธิ์อันพึงได้รับในอนาคตครึ่งนึงจากผลงานของแฮงค์ วิลเลี่ยมส์ หลังจากแฮงค์ วิลเลี่ยมส์ เสียชีวิต บิลลี่ จีน ได้แต่งงานกับ จอนนี่ ฮอร์ตั้น (Johnny Horton) ซึ่งเป็นนักร้องเพลงคันทรี่เช่นกัน ปี ค.ศ. 1953 บิลลี่ จีน ก็เป็นม่ายอีก เมื่อจอนนี่ ฮอร์ตั้น เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน

ภาพ ป้ายหินทางเข้าสุสาน โอ๊ควู๊ด ใน มอนท์โกเมอรี่, อลาบาม่า ที่ซึ่งแฮงค์ วิลเลี่ยม พักผ่อนชั่วนิรันดร์ “Praise the Lord. I saw the light”

ความตาย
1 มกราคม ค.ศ. 1953 แฮงค์ จะต้องแสดงในคอนเสิร์ตที่ แคนตั้น, โอไฮโอ แต่ไม่สามารถเดินทางได้เพราะสภาพอากาศที่มีหิมะตกหนักและสภาวะน้ำแข็ง เขาจึงเดินทางโดยรถเช่า โดยก่อนที่จะออกจากโรงแรมแอนดรูว์ จอห์นสัน ใน น็อกซ์วิลล์ เทนเนสซี่ เขาให้ยา วิตามินบี 12 และ มอร์ฟีน กับตัวเอง จากนั้นก็มาขึ้นรถคาดิแลค สิ่งที่เขาทิ้งไว้ในเบาะหลังคือกระป๋องเบียร์จำนวนนึงและลายมือของเขาเขียนเนื้อเพลงที่ยังไม่ได้บันทึกเสียง
บ่ายวันนั้น เมื่อโชเฟอร์วัย 17 ปี ชาร์ลส คารร์ แวะจอดพักยืดเส้นยืดสายและเติมน้ำมันที่ โอ๊คฮิลล์ เวอจิเนียตะวันตก เขาเห็นว่าแฮงค์ไม่รู้สึกตัวและดูเหมือนจะไม่กระดุกกระดิก เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ เขาก็พบว่าแฮงค์เสียชีวิตแล้ว ในวัย 29 ปี ผลการชันสูตรเบื้องต้นรุบะว่า หัวใจล้มเหลว แต่ก็ยังมีบางสิ่งเกี่ยวกับการตายที่ไม่ได้เปิดเผย มีการโต้เถียงกันหลังจากข่าวการเสียชีวิตแพร่กระจายออกไป บ้างก็ว่าเขาเสียชีวิตก่อนจะออกจากน็อซ์วิลล์ หลังจากการชันสูตรทางนิติเวช แพทย์ก็ลงความเห็นว่า เขาเสียชีวิตในระหว่างเดินทางในเขต เคนตักกี้ประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนจะพบเป็นศพในเบาะหลังรถคาดิแลค

ซิงเกิ้ลสุดท้ายของแฮงค์คือ "I'll Never Get Out of This World Alive" 5 วันหลังจากเขาตาย ลูกสาวของเขา บ๊อบบี้ เจ็ทท์ (เจ็ทท์ วิลเลี่ยมส์) ก็ลืมตาดูโลก ภรรยาม่ายของแฮงค์ บิลลี่ จีน โจนส์ แต่งงานใหม่กับ จอนนี่ ฮอร์ตั้นในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน เพลง "Your Cheatin' Heart" แต่และอัดเสียงในปี ค.ศ. 1952 แต่จำหน่ายในปี ค.ศ. 1953 หลังจากแฮงค์ เสียชีวิต และขึ้นอันดับ 1 ชาร์ทเพลงคันทรี่นานถึง 6 สัปดาห์ มีคนว่าแฮงค์ น่าจะแต่งเพลงเมื่อนึกถึงภรรยาคนแรก ออเดรย์ วิลเลี่ยมส์ และขณะอยู่กินกับ บิลลี่ จีน โจนส์ ภรรยาคนที่ 2 โดยที่เธอเขียนให้เขาในขณะที่นั่งในรถ แฮงค์แต่งเพลงร่วมกับนักประพันธ์ชาวแนชวิลล์ เฟร็ด โรส (Fred Rose) ช่วยด้านโปรดิวส์ ก่อนจะบันทึกเสียงในครั้งสุดท้ายของแฮงค์ เมื่อ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1952 ซองแผ่นเสียงมีรูปในปี ค.ศ. 1965 ของแฮงค์ วิลเลี่ยมส์ และดารา จอร์จ แฮมิลตัน (George Hamilton)

ภาพปกแผ่นเสียงจาก http://www.lpdiscography.com/w/Hank/hank1.htm



มรดกตกทอด และแรงจูงใจ

ลูกๆของแฮงค์ทุกคน ลูกชาย แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ จูเนียร์, ลูกสาว เจ็ทท์ วิลเลี่ยมส์, หลานชาย แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ เดอะเทิร์ด (Hamk Williams III) และหลานสาว ฮิลารี่ วิลเลี่ยมส์ และ ฮอลลี่ วิลเลี่ยมส์ ล้วนเป็นนักดนตรีคันทรี่

เขาอยู่ในอันดับที่ 2 จาก 40 ของ Country Music Television Greatest Men of Country Music ในปี ค..ศ. 2003 ต่อจาก จอนนี่ แคช ลูกชายของเขา แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ จูเนียร์ อยู่อันดับที่ 20

ร่างของเขายังอยู่ในสุสาน โอ๊ควู๊ด แอนเน็กซ์ ใน มอนท์โกเมอรี่ อลาบาม่า งานศพของเขามีแฟนๆมาร่วมงานมากกว่าประชากรของอลาบาม่าทั้งหมด

ในปี ค.ศ. 2007 50ปี หลังจากการจากไปของเขา สมาชิก ดริฟท์ติ้ง คาวบอย ยังออกทัวร์การแสดง

ปี ค.ศ. 2007 นิตยสาร โรลลิ่งสโตน ให้อันดับที่ 74 จาก 100 อันดับ ของสุดยอดศิลปินฮิตตลอดกาล

เวปไซต์ "Acclaimedmusic" http://www.acclaimedmusic.net จัดให้เป็นอัลบั้มแนะนำของสุดยอดศิลปิน

ในช่วงปี ค.ศ. 1940-1949 เพลง "I'm So Lonesome I Could Cry" ทำให้เขาเป็นศิลปินอันดับ 1

บรรดาศิลปินเพลงร็อคยุค 50’s อาทิ เอสวิส เพรสลี่, จีน วินเซ็นท์, คาร์ล เพอรกินส์, ริคกี้ เนลสัน, แจ็ค สก็อต, คอนเวย์ ทวิตตี้, และเจอรี่ ลี เลวิส ต่างบันทึกเสียงจากเพลงของเขา

รูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของแฮงค์วิลเลี่ยมส์ ในดาวน์ทาวน์ มอนท์โกเมอรี่, อลาบาม่า (ภาพจากhttp://en.wikipedia.org/wiki/Hank_Williams)




เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005 ศาลตัดสินให้ลูกๆของของเขา แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ จูเนียร์ และ เจ็ทท์ วิลเลี่ยมส์ เป็นผู้มีสิทธิ์ในการจำหน่ายแฝ่นเสียงเก่าของเขาที่ผลิตสำหรับสถานีวิทยุแนชวิล, เทนเนสซี่ ในปี ค.ศ. 1951 และปฏิเสธคำอุทธรณ์ของ โพลี่แกรมเร็คคอร์ดส และ เลกาซี่ เอนเทอเทนเม้นท์ ในสิทธิ์ของแผ่นเสียงของเขาที่ผลิตสำหรับรายการวิทยุ Mother's Best Flour Show ซึ่งออกอากาศทางสถานี WSM คลื่นความถี่ AM ซึ่งเลกาซี่ เอนเทอเทนเม้นท์ ได้สิทธิ์ครอบครองในปี ค.ศ. 1997 รวมทั้งเวอร์ชั่น แสดงสด ของเขาและเพลงที่เขาเล่นเพลงคนอื่นด้วยโพลี่แกรม ร้องต่อศาลว่า แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ มีสัญญากับ MGM เร็คคอร์ดส ซึ่งขณะนี้โพลี่แกรมเป็นเข้าของแทนแล้ว ดังนั้นจึงมีสิทธิ์ในเพลงสำหรับรายการวิทยุ เจ็ทท์ วิลเลี่ยมส์ ประกาศในเวปไซต์ของเธอว่า อัลบั้ม Mothers Best จะออกในปี ค.ศ. 2008 เป็นชุดคอลเลคชั่น 3 แผ่นซีดี

ดูอัลบั้มทั้งหมดของ แฮงค์ วิลเลี่ยมส์ พร้อมเนื้อเพลง ได้ที่ http://www.lpdiscography.com/w/Hank/hank1.htm

ภาพที่ 1 จาก http://www.countrymusichalloffame.org/records/track-list/hank-williams-the-first-recordings

ภาพที่ 2-4 จาก http://www.thehankwilliamsmuseum.com














 

Relate