ศูนย์รวมบทความคาวบอย อินเดียนแดง เม็กซิกัน

Lefty Frizzell







Lefty Frizzell



ภาพจาก http://www.campstreetcafe.com

ข้อมูลจาก grimriper2u
Lefty (William Orville Frizzell) เกิดที่ คอซิคานา เท็กซัส เมื่อ คศ. 1928 เป็นบุตรชายคนโตของน้องๆอีก 7 คน ของเจ้าของธุรกิจน้ำมัน ในวัยเด็ก ครอบครัวเขาย้ายไปอยู่ เอลโดราโด อริโซนา เขาถูกเรียกว่า ซันนี่ แต่เปลี่ยนเป็น เล็ฟตี้เมื่ออายุ 14 เพราะชนะการต่อสู้ในสนามแข่งของโรงเรียน ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้หลังจากได้รางวัลนวมทองคำจากการแข่งชกมวย เขาฉีกแนวตัวเองมาเป็นสตั๊นท์ (ตัวแสดงแทน) ในบริษัทแผ่นเสียงของเขาเอง เล็ฟตี้ได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากญาติของเขา จิมมี่ รอดเจอร์ เขาเริ่มเป็นนักร้องอาชีพก่อนจะถึงวัยรุ่นเสียด้วยซ้ำไป และเป็นผู้ให้เสียงในสปอตโฆษณาบนคลื่นวิทยุ KELD เอลโดราโด
เล็ฟตี้ ใช้ชีวิตวัยรุ่นกับการเล่นสนุกไปทั่วท้องถิ่น ร้องเพลงในรายการโชว์ทางวิทยุ ในไนท์คลับ ในงานเต้นรำ และการประกวดร้องเพลง ท่องเที่ยวไปทั่วแดนใต้ ทั้งใน อาคันซอ, เท็กซัส, นิวเม็กซิโก และลาสเวกัส ในช่วงนี้เอง เขาได้ปรับเปลี่ยนสไตล์ของตัวเองตามแรงจูงใจจากจิมมี่ รอดเจอร์, เออเนส ทับบ์ และ เท็ด ดาฟฟาน เขาประสบความสำเร็จในอาชีพจนกระทั่งถูกจับเมื่อกลางปี 1940 ในข้อหาข่มขืน
เล็ฟตี้ ถูกคำสั่งศาลให้ระงับอาชีพทางดนตรี ทำให้เขาต้องมาทำงานเป็นพนักงานภาคสนามในบ่อน้ำมันกับพ่อของเขา ช่วงนี้ของชีวิตเขาเป็นช่วงสั้นๆ และในที่สุดเขาก็ได้แสดงดนตรีในคลับอีกครั้ง ปี คศ. 1950 เล็ฟตี้เป็นเจ้าของ Ace of Clubs ในเท็กซัส ที่ซึ่งแฟนเพลงให้การตอบรับอย่างล้มหลาม ในครั้งหนึ่งของคอนเสิร์ตที่ Ace of Clubs เขาเป็นที่สนใจอย่างมากของ จิม เบ็ค เจ้าของสตูดิโอบันทึกเสียงท้องถิ่น เบ็คบันทึกเสียงให้ศิลปินเพลงมากมาย และมีเส้นสายที่ดีกับบริษัทผลิตแผ่นเสียง ด้วยความประทับใจในความสามารถของเล็ฟตี้ ที่ทำให้เขาได้รับเชิญให้ทำเดโมที่สตูดิโอในเดือน เมษายน ค.ศ. 1950 เล็ฟตี้ได้ทำเดโมเพลงต้นฉบับของตัวเองหลายเพลงและเพิ่มเพลงใหม่ If You've Got the Money, I've Got the Time ลงไปด้วย เมื่อเบ็คนำเดโมไปที่แนชวิลล์ เขาได้นำเดโมเสนอให้ ลิตเติ้ล จิมมี่ ดิ๊กเค่นส์ ซึ่ง ดิ๊กเค่นส์ ไม่ชอบเพลงของเล็ฟตี้เลย แต่ ดอน ลอว์ แห่ง โคลัมเบียเร็คคอร์ดกลับชอบเมื่อได้ฟังเดโม หลังจากที่เล็ฟตี้ได้แสดงสดในคอนเสิร์ต ลอว์ได้เซ็นสัญญาให้เล็ฟตี้เป็นศิลปินเพลงในสังกัด และในไม่กี่เดือนถัดมา เล็ฟตี้ก็มีแผ่นเสียงของตัวเองแผ่นแรก
If You've Got the Money, I've Got the Time ซิงเกิ้ลแรกได้ขึ้นอันดับหนึ่งทันทีตั้งแต่ออกสู่ตลาด ในหน้าสองของซิงเกิ้ล เพลง I Love You a Thousand Ways ก็พลอยขึ้นอันดับหนึ่งไปด้วย ซึ่งเป็นเหตุให้ศิลปินเพลงอื่นๆรีบทำเพลงต้นฉบับของตัวเอง และมากกว่า 40 รายที่ได้บันทึกแผ่นเสียงออกมา
17 วันหลังจากซิงเกิ้ลแรกออก โคลัมเบียบันทึกซิงเกิ้ลที่สอง Look What Thoughts Will Do"/"Shine, Shave, Shower (It's Saturday) เพลงไม่ถึงอันดับหนึ่งเหมือนซิงเกิ้ลแรก แต่ติดชาร์ท 1-10 อย่างรวดเร็ว
ช่วงเวลานี้ เพลงของเล็ฟตี้ สมบูรณ์ทั้งเสียงร้องและในแง่กฎหมาย เล็ฟตี้ได้ทำงานกับนักดนตรีหลักของสตูดิโอในดัลลัส ที่มีนักเปียโน แมดจ์ ซูที เป็นหัวหน้า ต้นปี คศ. 1951 เขาก็ฟอร์มวง Western Cherokee กันขึ้นมา มี แบลคกี้ ครอว์ฟอร์ด เป็นฟัวหน้าวง และ Western Cherokee ได้เป็นวงหลักในการแสดงและการบันทึกแผ่นเสียง
ซิงเกิ้ลที่ 3 ของเล็ฟตี้ I Want to Be With You Always ขึ้นอันดับหนึ่งถึง 11 สัปดาห์ และในหน้า B เพลง Always Late (With Your Kisses) ก็ครองอันดับหนึ่งถึง 12 สัปดาห์ ช่วงหนึ่งของปี คศ. 1951 มีเพลงของเขาถึง 4 เพลงอยู่ในท๊อปเท็น (1-10) เพลงคันทรี่ เล็ฟตี้ได้รับความนิยมสูงสุดและได้ร่วมแสดงคอนเสิร์ตกับ The Louisiana Hayride ที่ Grand Ole Opry ยังมีอีกสามเพลงของเขาที่ติดท๊อปเท็นในปีเดียวกันนี้คือ Mom and Dad's Waltz, Travelin' Blues, และ Give Me More, More, More (Of Your Kisses) ที่ครองอันดับหนึ่ง
เพลงของเขาที่ฮิตข้ามมาถึงปี ค.ศ. 1952 คือ How Long Will It Take (To Stop Loving You), Don't Stay Away (Till Love Grows Cold), Forever (And Always), และ I'm an Old, Old Man (Tryin' to Live While I Can) ซึ่งล้วนติดท๊อปเท็นทั้งสิ้น
ช่วงนี้เขาดังสุดๆ แต่เขามีเรื่องต้องแก้ไขในเบื้องหลังความสำเร็จและรุ่งโรจน์ เล็ฟตี้ไล่ผู้จัดการทั้งของเขาเองและของวงออกทั้งสองคน เขาเข้าร่วม Grand Ole Opry แต่เขาไม่ชอบมันเลยและออกมาแทบจะทันที เขาใช้เงินที่หามาได้แทบจะทั้งหมดของมัน เขาไปทำงานให้ เวน เรนี่ แต่งานล้มเหลว ในปี คศ. 1953 เขาก็ย้ายจากเท็กซัสไป ลอสแอนเจลิส ที่นี่เขาทำงานหลักกับ Town Hall Party ในปีนี้ เขามีเพลงฮิตติดท๊ปเท็นเพลงเดียวคือ (Honey, Baby, Hurry!) Bring Your Sweet Self Back to Me
ปี คศ.1954 เพลง Run 'Em Off ติดท๊อปเท็น และเป็นท๊อปเท็นเพลงสุดท้ายของเขาไปร่วม 5 ปี
ช่วงกลางยุค 50 เล็ฟตี้ก็หมดไฟและกำลังใจที่จะทำผลงานต่อ เขามีเพลงฮิต 2 เพลงในปี คศ. 1954 และ 1959 คือ I Love You Mostly และ Cigarettes and Coffee Blues เขาคิดจะเลิกบันทึกเสียงเนื่องจากท้อแท้ที่ โคลัมเบียเร็คคอร์ด ไม่นำเพลงเขาที่บอกว่ามันดีที่สุดทำแผ่น เขาจึงหยุดแต่งเพลงและบันทึกเสียงในที่สุด แต่เล็ฟตี้ก็ยังไปออกทัวร์แสดงดนตรีหลายๆครั้ง กับเดวิด น้องชายของเขา
เมื่อเป็นตัวของตัวเอง เล็ฟตี้ก็คิดว่า ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เขาทำงานกับ จิม เด็นนี่ แห่ง Cedarwood publishing company ใน แนชวิลล์ และได้ออกเพลง The Long Black Veil ซึ่งแต่งโดย แดนนี่ ดิล และ มาริจอห์น วิลกิ้น ซึ่งเป็นเพลงแนวโฟล์ค และเพลงก็ขึ้นชาร์ตท๊อปเท็นได้อย่างน่าประหลาดในช่วงหน้าร้อนของ ปี คศ. 1959
จากความสำเร็จตรงนี้เอง เล็ฟตี้ จึงย้ายมาที่แนชวิลล์ในปี คศ. 1961หลังจากการปิดตัวของ Town Hall Party ในปี คศ. 1960 เขาเริ่มออกทัวร์การแสดงและบันทึกแผ่นเสียงอีกมากมายและบ่อยมาก แต่เพลงเขาฮิตอยู่ไม่กี่เพลง ปี คศ. 1964 เขาก็ได้เป็นปลื้มสุดๆอีกครั้งเมื่อเพลง Saginaw, Michigan ได้ขึ้นอันดับหนึ่งจากที่ลุ้นถึง 4 สัปดาห์ ในเวลาถัดมา เพลง She's Gone Gone Gone ไต่อันดับขึ้นมาเกือบติดท๊อปเท็นแต่ก็ทำได้แค่นั้นคือ ท๊อปทเวนตี้ (11-20)
เล็ฟตี้ ยังแต่งเพลงและบันทึกเสียงต่อ แต่เขาก็กลายเป็นคนติดเหล้าและเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง แต่เหล้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยังช่วยให้เขาเหลือความฝันที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพ
โคลัมเบีย ออกอัลบั้มและ ซิงเกิ้ล เล็ฟตี้บันทึกเสียงกับเครื่องไม้เครื่องมือที่สมบูรณ์ แต่เพลงของเขาไม่ประสบความสำเร็จ เล็ฟตี้ยกเลิกการทัวร์คอนเสิร์ตหลายทัวร์ในปี คศ. 1968 ทำเพลงออกมาอีกหลายเพลงกับ จูน สเติร์น ในนามของ Agnes and Orville แต่ไม่มีเพลงฮิตติดชาร์ทเลย ความสำเร็จของเขาถูกดึงดิ่งด้วยพิษสุราเรื้อรัง
ปี คศ. 1971 เล็ฟตี้ ออกจาก โคลัมเบีย มาเซ็นสัญญากับ ABC Records การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้เขาเข้าถึงจิตวิญญาณของศิลปินมากขึ้น เขาไม่ได้ทำเพลงและบันทึกเสียงมากมายอีก เขามุ่งมั่นที่จะทำ อัลบั้ม และเล่นคอนเสิร์ต กับโชว์ในรายการโทรทัศน์
เหล้าทำให้สุขภาพเขาแย่ลงๆ เป็นผลให้เป็นความดันโลหิตสูงไปด้วย เขาไม่ยอมรักษาตัวเลยเพราะมันจะทำให้เขาต้องเลิกกินเหล้า ในที่สุด เขาก็จากไปด้วยสภาพของชายหนุ่มวัย 47 ที่ดูแก่กว่าวัยนับสิบปี ในกี คศ. 1975 หลายปีที่ กลางๆ และผลงานไม่ติดตลาด ทำให้ชื่อเสียงเขาลดลง แต่หลังจากที่เขาเสียชีวิต คนรุ่นใหม่กลับชื่นชอบเพลงของเขา เขาได้เป็นแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่ ที่นำเพลงของเขาไปร้อง อาทิ เมิร์ล แฮกการ์ด, วิลลี่ เนลสัน และ จอร์จ โจนส์ กลางยุค 80 จอร์จ สเตรท และ แรนดี้ ทราวิส ได้ทำอัลบั้มที่นำเพลงของเล็ฟตี้มาทำใหม่ Bear Family ในชุดแผ่นเสียง 14 แผ่น ต่อมาทำเป็น Life’s Like Poetry เป็นชุด cd 12 แผ่น สิ่งที่เป็นมรดกทางดนตรีของเล็ฟตี้ ได้ถูกถ่ายทอดโดยศิลปินเพลงคันทรี่ในยุคต่อๆมา จวบจนปัจจุบัน



เพลงของ Lefty Frizzell หาฟังได้ที่ http://www.imeem.com/tag/Lefty%20Frizzell/music/
และที่ http://www.cowboythai.com/player/

Relate